Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

 

… . ไม่ใช่เพียงแต่เราเป็นแน่ที่รู้สึกว่าโลกกลมๆใบนี้ ที่เคยกว้างใหญ่ไพศาลกลับแคบและเล็กลงไปถนัดตา เหตุเพราะว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่เราเรียกว่า Social Network กับการแข่งขันในหลายๆด้านทุกอย่างจึงเร่งรีบขึ้น

เทคโนโลยีหลายๆอย่างที่พัฒนาอย่างไม่มีวันจะหยุดยั้งทำให้เราต้องทำอะไรหลายๆ แข่งกับทั้งตัวเอง และแข่งกับทั้งเวลา

บางครั้ง โลกใบเดิม เวลาเดิมๆ ที่มีอยู่แค่วันละ ๒๔ ชั่วโมงนี่ล่ะกลับทำให้เรารู้สึกว่า ยังไม่ทันได้ทำอะไรอย่างใจตั้งเป้าหมายเอาไว้ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียแล้ว เผลอแป๊บๆ หนึ่งวันก็ผ่านไป เผลอแป๊บๆหนึ่งเดือนก็ผ่านไปอีกแล้วจนกระทั่งหนึ่งปีเดี๋ยวนี้ก็ผ่านไปไวยิ่งกว่าโกหก นั่นอาจเพราะสิ่งต่างๆมันดูวุ่นวายรีบเร่งขึ้น คนเรามีกิจกรรมมากขึ้น เวลาที่มีก็น้อยลงไปโดยไม่รู้ตัว

เมื่อในแต่ละวันมันรีบเร่ง จิตใจก็พลอยสับสนวุ่นวายไม่อยู่ที่ไปด้วย ในภาวะอย่างนี้ การได้ปล่อยปลดใจให้มีสมาธิกับหนังสือดีๆ สักเล่มคงดีไม่น้อย…

และแล้วก็ได้โคจรมาพบกับหนังสือดีๆเล่มหนึ่ง “มังกรเซน” โดย วินทร์ เลียววาริณ เป็นหนังสือที่รวบรวมข้อคิดคำสอน “เซน” จากท่านผู้รู้, อาจารย์, นักบวช ผู้ลุแล้วซึ่งธรรม และให้คำตอบเชิงนิยาม คำจำกัดความของคำว่า “เซน”

“… เป็นหนังสือที่นำเสนอประวัติศาสตร์เซนผ่านประวัติและแนวคิดของปรมาจารย์เซน คนสำคัญระดับ “มังกร” ตั้งแต่ท่านแรกคือพระโพธิธรรมในยุคแรกเริ่ม… ” นี่คือบริบทคำออกตัวของคุณวินทร์ ก่อนที่จะพลิกหน้าต่อๆไปเพื่อรับความเรียบสงบผ่านตัวหนังสือที่เรียบเย็น และเรียนรู้วิถีแห่งเซน อย่างค่อยเป็นค่อยไป

เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ จะทำให้ผู้ที่ฝักใฝ่สนใจในวิถีแห่ง “เซน” จะได้รู้จักและเข้าถึง “เซน” ได้มากขึ้น

“เจียนจื่อ แปลว่า ปัญญาแห่งกระจกเงา (Mirror Wisdom) ชีวิตก็คือกระจกเงา สะท้อนให้เห็นสัจธรรมของความเปลี่ยนแปลงและชาวเซนย่อมเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงกับการไม่เปลี่ยนแปลงเป็นการมองต่างมุมของสิ่งเดียวกัน… เมื่อเข้าใจความต่าง ก็เข้าใขเซน” จากหน้า ๘๓

ความสงบเย็น ณ ขณะอ่าน คือความเริงใจที่สัมผัสได้และรู้สึกว่าใจที่สงบนิ่งกับหนังสือที่ให้แง่คิดในเชิงปรั๙ญาดีๆอย่างนี้ เป็นความรื่นรมย์ที่อยากวนอยู่ในห้วงอักษรนั้นนานๆ เพราะในโลกแห่งความจริงมักมีแต่เรื่องสับสนวุ่นวาย รีบเร่งและเต็มไปด้วยการแข่งขัน สิ่งเหล่านั้นผ่านเข้ามาให้ได้คิดเครียดตลอดทั้งกระทบใจให้สั่นไหวต่อความรู้สึกของปุถุชนคนธรรมดาได้อยู่เรื่อยๆ

“รู้จกปล่อยวาง รู้จักหยุด ก็จะพบความหมายและคุณค่าของความว่างเปล่า ดังที่ โดเก็น อาจารย์เซน ชาวญี่ปุ่นในศตวรรษที่สิบสามเขียนบทกีนี้ว่า “การรู้แจ้ง ก็เฉกเช่นจันทร์สะท้อนบนผิวน้ำ พระจันทร์ไม่เปียก น้ำก็ไม่ถูกกินที่”  หน้า ๑๑

การได้หยุด นั่งพัก และเติมเต็มมุมมองแห่งธรรม ได้สร้างภูมิกันภัยในความรู้สึกได้อย่างไม่มีเบื่อ เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าวันข้างหน้า นาทีโมงยามข้างหน้านั้น เราจะเจอปัญหาอะไร จะเจอเหตุการณ์อะไร จะดีหรือจะร้าย การฝึกจิตให้มีสมาธิและเข้าใจโลกและซึ้งใจในสัจจะแห่งธรรมว่า จักรวาลนี้มีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่ตั้ง

เพื่อที่ว่า…

หากพบเจอสิ่งดี จะได้ไม่หลงระเริงวนอยู่ในวังแห่งกิเลส

และถ้าหากพานพบกับสิ่งเลวร้าย จิตจะได้ไม่ฟูมฟายเสียผู้เสียคน เพราะสัจจะของวังวนแห่งมายา สิ่งเลวร้ายมันผ่านมาในชีวิตเราได้ มันก็ผ่านไปได้ ขอเพียงอย่ายึดติด อย่าจิตสลดไปกับมัน แล้วจงนำเอาธรรมะอาบใจให้เข้มแข็งไว้เสมอและอย่ากลัวที่จะเริ่มใหม่และก้าวไปด้วยใจที่เข้มแข็งอย่างคนเข้าใจโลก นั่นคือจิตที่เป็นสุขยิ่งแล้ว….

หมายเหตุเล็กๆส่งท้าย

บทความนี้ ไม่ได้เขียนขึ้นในฐานะนักวิจารณ์แต่อย่างใด หากแต่เขียนขึ้นด้วยความรู้สึกของคนอ่านหนังสือและรักหนังสือ เมื่ออ่านหนัสือเล่มใดและรู้สึกว่าได้อะไรจากหนังสือเล่มนั้น ก็อยากแชร์และบอกกล่าวถึงความน่าสนใจของหนังสือที่รัก เพื่อที่ว่า จะเจอคนอ่านที่คอเดียวกัน จะได้มีการพบปะพูดคุยทางความคิดผ่านสื่อ Social Network แห่งนี้…. ฝากด้วยนะคะ

ฉันว่า… ฉันเป็นแค่แพลงก์ตอน!!

ก่อนหน้านี้ ชีวิตน้อยๆของสาวออฟฟฺศที่ทำงานบันเทิงอย่างฉัน
ก็ตื่นนอนในตอนเช้าด้วยเสียงนาฬิกาปลุกบ้าง, มือถือบ้างและหน้าจอทีวีที่ตั้งให้เปิดอัติโนมัติ
ทีวีที่ห้อง มันเปิดขึ้นพร้อมๆกับเปลือกตาที่ลืมตาตื่นขึ้นในแต่ละวันนั่นล่ะ

แม่บอกว่า.. ทำไมเดี๋ยวนี้ ลูกฉันดูทีวีเก่งจัง กลายเป็นคนติดทีวีตั้งแต่เมื่อไหร่??
ก็มือถือ ยังดูทีวีได้เลย!!

แต่การตื่นของเช้าวันนี้ ไม่ดีเลยล่ะ
ตื่นมาก็เจอแต่ข่าวการเมืองและความรุนแรง!!
เพราะทุกวันใหม่ของฉัน ฉันจะตื่นมาพร้อมกับความเฮฮาาของข่าวบันเทิง
แค่ข่าว…วางระเบิด ก็เศร้าทั้งวันแล้ว

ผลกระทบ ใครไม่กลัวบ้าง
ความสงบสุข ใครไม่อยากได้ คงมีแต่นักค้าอาวุธละมังที่หรรษากับเหตุการณ์นี้

บ้านเมืองเราตอนนี้ มีรอยแผลเต็มไปหมดเลย

ในน้ำ… ไม่มีปลา
ในนา… ไม่มีข้าว
หน้าธนาคาร… ไม่รู้ว่ามีระเบิดหรือเปล่า ???

เราคงลืมกันไปแล้วว่า บ้านเรา เคยเป็นเมืองยิ้ม!

เรากลับห้ำหั่นกันเอง เพียงเพราะอุดมคติบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน
ไม่ฟังกัน

คนในบ้านเรา “ใจแคบ” กันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ฉัน… เป็นแค่แพลงก์ตอนตัวน้อยในสังคม
ที่ตอนนี้… ไม่รู้เลยว่า วันพรุ่งนี้ มหาสมุทรที่สับสนวุ่นวาย จะมีคลื่นที่โหดร้ายโหมกระหน่ำมาเมื่อไหร่ อย่างไร??

แพลงก์ตอนตัวน้อย ก็ได้แต่หวาดกลัว

และแพลงก์ตอนน้อย ไม่รู้ว่าจะต้องอยู่อย่างไรหนอ?? ให้รอดพ้น!!!

มันดี ที่มองตา ….

… กับสมัยใหม่ โลกยุคปัจจุบันออนไลน์ ที่ใครๆก็รู้ว่า ความไวของอินเตอร์เนตและความก้าวล้ำทางเทคโนโลยี

ความใหม่เหล่านี้ มันช่วยแปลและส่งผ่านความรู้สึก จากคน ไป สู่คน ได้ ง่าย ไว และทันใจ

เพียงเมื่อเราคิดถึงใคร เราก็เพียงยกหูโทรศัพท์ กดเบอร์ และรอเสียงตอบรับจากปลายสาย เท่านั้น เสียงที่ส่งผ่าน หากันและกัน มันก็เป็นเสียงแห่งความรู้สึก

เพียงแค่เราอยากระบายความรู้สึก ถึงใคร .. เราก็เปิด Hi5, facebook, twitter, หรืออื่นๆ มันก็ไม่ต่างจากการเขียนจดหมาย เหมือนในสมัยก่อน รุ่นพ่อ รุ่นแม่เรานั่นล่ะ หากแต่มันเร็ว กระชับ และส่งถึงเร็วกว่า แต่คนรุ่นใหม่ ก็ไม่มีใครปฏิเสธที่จะใช้มัน

อะไรที่มันใหม่ มันทันใจ ตามกระแสโลกแห่งนวรรตกรรม มันก็ดี หากแต่ความรู้สึกลึกซึ้ง ละเมียดละไม มันคงหาไม่ได้จากสิ่งเก่าๆ

ก็เพราะทุกวันนี้ โลกใบนี้มันมีมือถือ มีBB ใช้   คนเรา เมื่ออยู่ในห้วงของความคิดถึง ก็คิดถึงผ่านตัวกลางทางเทคโนโลยีเหล่านี้ ความซาบซึ้งซาบซ่ามันจะเทียบอะไรได้กับการที่ เมื่อเรารู้สึกคิดถึงใครสักคน เราก็อยากจะไปหา ไปดูหน้าตา นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้พูดคุย ได้นั่งมองตา จับมือ ถ่ายโอนความอบอุ่น  ทอดอารมณ์ และระบายความรู้สึก ….

การมองตากัน มันมีความหมายมากนะ

ที่เค้าว่า ดวงตา คือหน้าต่างของดวงใจ ไม่ว่ายุคใด สมัยใด มันไม่เคยเปลี่ยน ไม่เคยเก่า

ดวงตา มันจะบอกความรู้สึก มันถ่ายทอดความรู้สึกภายในใจ มันถ่ายโอนความรู้สึกอบอุ่น ..

ผู้หญิง จะมีโอกาสได้เขินอาย

ผู้ชาย มีโอกาสได้อ่านใจ

อืม … มันไม่ดีเหรอ ? การได้อ่านความรู้สึกของหัวใจ ของใครสักคนที่เรารู้สึกดีด้วย ผ่านจากสายตา ยากจะปิดกั้นน่ะ

แต่สมัยนี้ เอ่ะอะ เค้าก็ BB กันแล้ว

เมื่อไหร่ ที่ไหน ที่ BB ไปถึง … ความรู้สึกที่ว่า มันลึกซึ้ง มันอบอุ่น มันละเอียดอ่อน ก็คงหาได้น้อยลงแล้วล่ะ กับความสัมพันธ์ ที่เรียกว่า มิตรภาพ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามอ่ะ

ก็เพราะเรามีความเชื่อที่ว่า ก็เรามันเป็นคน มนุษย์ อ่ะ

มันต้องมีความละเมียดละไมในการใช้ชีวิต ตลอดทั้ง การใช้ความรู้สึกต่างๆมันควรจะเกิดจาก การถ่ายโอนความรู้สึกนั้น จากคน ไปสู่ คน

ไม่ใช่ จากคน ส่งผ่านเครื่องมือ แล้วไปสู่ คน อีกที

เพราะสื่อ ที่เราเรียกว่า “ความรู้สึก” ไม่ว่าจะเป็น

ความรู้สึก “ดี”

ความรู้สึก “รัก”

ความรู้สึก “คิดถึง”

มันอาจจะคลาดเคลื่อน

และความฉ่ำหวาน มันอาจจืดจางลงไปกว่าจะถึงมือและใจของ “ผู้รับ” อ่ะ

 

จบข่าว ….

นี่เรารู้สึกอะไร เป็นไรไป ถึงมานั่งอัพบล็อคตอนตี่สี่เนี่ย … ไม่เข้าใจเลย!?!!??

… ในแต่ละวัน ฉันถูกปลุกจากที่นอนด้วยข้อมูลข่าวสาร มันคงเป็นการดำรงชีวิตของยุคสมัย
เช้าๆ การลืมตาตื่นมาเพื่อพบว่า หน้าจอทีวีถูกตั้งเวลาเปิดอัติโนมัติ เพื่อมาเจอรายการข่าวขาประจำในทุกเช้า
การลุกจากเตียง เพื่อทำภารกิจส่วนตัวในห้องน้ำที่ซ้ำซาก ราวกับถูกตั้งตารางเวลาเอาไว้
การเดินทางไปทำงาน ที่พบเจอกับสิ่งเดิมๆ ระรายทาง!!
และก็พบกับความรู้สึกเดิมๆ ที่ยังเหงา แม้ในวันที่ท้องฟ้าเต็มไปด้วยคาร์บอนไดอ๊อกไซค์ ถนนเต็มไปด้วยรถราขวักไขว่ ผู้คนทางเท้าเดินกันเต็มพื้นที่
รอบๆตัวเรา เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต ผู้คน เพื่อนพ้อง … แต่บางครั้ง เราก็ยังเหงา!!
ไม่ใช่แค่เรา ที่เกิดความรู้สึกนี้ได้บ่อยๆ
กับความก้าวล้ำของวัตถุ
คำว่า “งาน” คือความสำคัญสูงสุด โดยมีคำว่า “ความรับผิดชอบ” เป็นเดิมพัน
นั่นคือสิ่งที่ บางครั้ง เราละเลยกับความรู้สึกทางด้านอารมณ์ สิ่งที่ฉาบทาความรู้สึกของหัวใจ ….

คนเรา คนแห่งยุคสมัย สมัยใหม่!! รักกันง่าย
รักง่ายหน่ายเร็ว สปาร์คหัวใจเร็งและแรงกว่าจังหวะการเต้นของหัวใจ
นั่นคือเหตุเกิดจากความเหงา …
เมื่อเกิดความรู้สึกเหงา คนเรา ขอเพียงมือน้อยๆของเราได้จับกุมและคว้าอะไรไว้ได้ เราก็จะรู้สึกว่า นั่นคือที่พึ่งสำคัญของหัวใจ เสาหลักของความรู้สึก … หากแต่ เมื่อมันเป็นควารู้สึกที่เกิดจากความฉาบฉวย มันก็คงง่ายต่อการตีจาก
ความรักของคนสมัยใหม่ จึงไม่ค่อยเสถียร … มันไหลบ่าและพัดพาไปตามกระแสนิยม นิยมในที่นี้ คือนิยมของใหม่ เจอคนใหม่ มันก็รู้สึกตื่นเต้น สนุกที่จะพบปะพูดคุย หัวใจเต้นแรง อะดรีนาลีนสูบฉีด เกิดอาการของคนมีความรักได้เรื่อยๆ
จนชิน!!!
และสนุกกับการค้นหา

แต่ความรัก ความรู้สึกดีๆ มันไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นเหยื่อหรือการเล่นกลกับความรู้สึกของหัวใจ หากแต่ยุคสมัยที่เปลี่ยน มันมีแบบอย่างเกิดขึ้นแล้ว

ความรัก กลายเป็นเพียง “ฉาก” หนึ่ง เพื่อโปรโมท และนำมาซึ่งสิ่งอื่นที่ต้องการ

ความรักของดารา ที่หวือหวา ฉาบฉวย และจบลงอย่างง่ายๆ เทียบกับยาที่หมดอายุ ยังยาวนานกว่า …

ความรักของพวกเค้า บางครั้งมันกลายเป็นแบบอย่างที่ยิ่งกระทุ้งให้กระแสนิยมในการเล่นตลกกับความรู้สึดของหัวใจพัดพากระพือไปไกลแรงและเร็วขึ้น ยากที่คนสมัยเก่า โบร่ำโบราณจะทัดทานลูกหลานไว้ได้ ….

ยามเรามีความรักน่ะมันดี เป็นเรื่องดีทีเดียว ถ้ารักนั้น มันเกิดจากความจริงใจ

เพราะคนสองคนที่จะรักกันได้ มันควรที่จะมีความจริงใจ และความเชื่อใจเป็นสำคัญ เพราะในวันหนึ่ง เมื่อความรู้สึกของความรักเดินทางไปได้สักระยะ คนสองคนจะเริ่มรู้สึกว่า แค่คำว่า “รัก” มันคงไม่พอ

แต่ทุกวันนี้ คนบางคนมีแฟนเพียงให้ได้ชื่อว่า เป็นคนๆหนึ่งที่มีแฟน ลงจากคาน มีคู่ ไม่ต้องทนเหงาอีกต่อไป ที่แน่ๆ มีตุ๊กตาดิ้นได้ไว้ระบายความรู้สึกรัก!!

ที่ยิ่งร้าย กับบางคนเห็น “คนรัก” เป็นเพียง accessory เครื่องประดับเวลาไปไหนต่อไหน เวลาเข้าสังคม หรือออกงาน เท่านั้น แต่มองข้ามความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของ “หัวใจ” ไป

ยิ่งเมื่อ “รัก” หมดโปรโมชั่น ความกังขาต่างๆก็โหมกระหน่ำ เกิดคำถามขึ้นมากมาย ว่าทำไมเราถึงไปกันไม่ได้ ทั้งที่เมื่อก่อน เราต่างก็ไปกันได้ดี เข้ากันได้ดี!!

เคยได้ยินใช่ไหม ว่าก่อนคบ … เราก็เคยบอกว่า ไม่ต้องการอะไรมาก ขอให้เป็นคนดีก็พอ เข้ากับเราได้ รับที่เราเป็นเราได้!!

เมื่อ คบหา ความสัมพันธ์ยังหวาน เค้าทำอะไร ก็ดูดี แสนดีไปหมด นั่นล่ะคือนิยามของ “ความรักทำให้คนตาบอด” เรามักจะปลอบใจตัวเองเสมอว่า ไม่ว่าเค้าจะเลวมาจากไหน เมื่ออยู่กับเรา ดีกับเรา ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าเค้ารักเรา แค่นั้นพอ จบ!!

เวลา … ผ่านไป ในวันรักหมดโปรฯ

เค้าคนที่แสนดี ช่างเอาใจ มีน้ำอดน้ำทน และเคยเข้าใจและยอมจำนนต่อเราไปเสียทกอย่าง

เค้าขึ้นชื่อว่า เป็น “คนดี” ใช่มั๊ย ?? คุณสมบัติตรงเป๊ะที่เราเคยต้องการตอนที่ยังไม่มีใครเลย แต่ทำไมในวันนี้ มันไม่ใช่??

เค้าทำอะไร ก็ขัดหูขัดตา ทำดีฟ้าไม่เห็น เรื่องไม่ดีเพียงจุ๋มจิ๋ม ทะเลาะกันเป็นเรื่องราวใหญ่โตแทบบ้านแตก การมาถึงของนิยาม “ความรักทำให้ตาสว่าง” ไม่ว่าจะอะไร เราก็มองเห็นข้อเสียของเค้า เต็มไปหมด … เข้าตำรา “คนไม่ใช่ทำอะไรก็ผิด”

เมื่อตาสว่าง ก็ถึงเวลาเลิก!!

คนเลิกกัน มีเพียงไม่กี่เหตุผล …

เค้าจะไป เราดีแค่ไหน เค้าก็ไป เพราะไม่เหลือเยื่อใยแห่งรักแล้ว

ยามรัก น้ำต้มผักยังว่าหวาน อันโบราณว่านั้นถูกหมด เราจะร้าย จะขี้วีน ขี้เหวี่ยง เอาแต่ใจสารพัด เค้าก็ยิ้มยั่วเย้า แถมยังร้องเพลง “รักคนเอาแต่ใจ” ให้ฟังได้ขำอีก

นอกบ้าน จะไปเปรี้ยวที่ไหนต่อไหน แต่ถ้ายังกลับบ้าน ก็แสดงว่าเค้ายังรักเรา ยังอยู่กับเรา ..

แต่เมื่อเค้าจะไป รั้งไว้ ใจเค้าก็ไม่อยู่กับเนิ้อกับตัว จะมีประโยชน์อะไร

คิดเสียว่า .. ปล่อยเค้าไป เพื่อที่เราก็จะได้เจอคนใหม่ๆ ที่ไม่น่า อาจจะดีกว่าเค้าก็ได้

ซึ่ง ก็เข้าตำราสู่การแสวงหาสิ่งใหม่ๆ อีก

วัฏจักรความรัก เอาเข้าจริงมันก็มีแค่นี้ …

จะมีสักกี่คนที่พบ “รักแท้” รักเดียวและรักตลอดไป อย่าบอกว่าหายากเลย เพราะมันคงหาไม่ได้เสียแล้วในยุคสมัยฟาสฟู้ดส์ปีสองพันเก้าอย่างนี้

แต่ถ้าใคร ได่พบรักแท้ ก็ขออนุโมทนาดีใจด้วย ว่าบุญทำกรรมมาดี การได้รักและครองรักกัยคู่ชีวิตที่หนัดแน่นมั่นคงแต่เพียงเรา มันมีค่ามหาศาล

คนรักกัน ย่อมไม่ทำร้ายทำลายกัน เคียงข้างและเป็นกำลังใจให้กันไม่ว่าจะอะไร

เมื่อเกิดความเข้าใจผิด หรือเกิดความบาดหมางค้างคาใจ

คนรัก ต้องฟัง คนรัก ก่อนเสมอ เราต้องคิดเสมอว่า เราอย่กับใคร เรารักใคร เราก็ต้องฟังเหตุผลจากคนๆนั้น เพราะเค้าคือ “คู่ชีวิต” ของเรา

เพราะคนรักหลายคู่ต้องเลิกกัน เพราะ “คนอื่น” มาก็มากมายหลายคู่ ..

อ่ะโห….

อันตัวเรานี้ มิได้อัพบล็อคมานานชาติ

ฮ่าๆๆๆ

ได้เวลา กลับมาเขียนบล็อคกันอีกที จากที่ ทิ้งร้างห่างหายไปนาน

โอเค… ต่อไปนี้ กลับมาแล้วนะจ๊ะ บล็อคจ๋า

เขียนไป ไม่มีใครเม้นท์ …. มันไม่มีคนอ่านรึไงฟร๊า…. วู๊ว์

pickmeeup…

 

Never Give Up!! อย่าล้มเลิกอะไรง่ายๆ หากยังไม่ประสบความสำเร็จ….

 

ชีวิตยังอีกยาวไกล หลายๆคนมีความใฝ่ฝัน มันคุโชนอยู่ภายในตลอดเวลาบ้างสำเร็จ บ้างล้มเหลวไม่เป็นท่า

ตลอดเส้นของการเดินทางของชีวิต อุปสรรคขวากหนาม ล้มลุกคลุกคลาน แน่นอนมีบ้างบางที สิ่งเหล่านั้นกัดกร่อนทลายความฝันลงอย่างไม่มีชิ้นดี บางคนเปราะบางพาลล้มเลิกกับอะไรๆง่ายๆกลางคัน

กรุงโรมไม่ได้สร้างในวันเดียว เช่นกัน มันไม่มีอะไรได้มาง่าย!

Never Give Up… อย่าหยุด อย่าล้มเลิกจนกว่าจะถึงฝั่งฝันเชียวนะ!!

มันคือคลิกไอเดียที่ยอมรับว่าเกิดขึ้นฉับพลันทันทีหลังจากดูหนังเหล่านี้ๆ จบ หรือบางครั้งบางทีในบางอารมณ์ มัน ท้อ เบื่อ หน่าย และตั้งคำถามกับตัวเองดังๆๆๆว่า นี่เรากำลังทำอะไร จะก้าวไปทางไหน ท้ายที่สุดแล้ว อะไรกันแน่ที่เราต้องการ

นั่นล่ะ เมื่ออารมณ์เหล่านั้นบังเกิด การให้เวลา ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ด้วยการดูหนังดีๆสักเรื่อง เวลาที่ผ่านไปกว่าสองชั่วโมง มันก็อาจพลิกฟื้นความรู้สึกเหี่ยวเฉาด้านชาให้กลับฟูฟ่องขึ้นมาคึกคักรับกับการที่ต้องหายใจอยู่บนโลกอันโหดร้ายใบนี้ต่อไปอย่างมีทศนะที่ดีกว่าเดิมในไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่าน…..

 

 

      

 

 

 

Step Up2: The Streets

ชื่อไทย: สเต็ปโดนใจ หัวใจโดนเธอ

 

เป็นเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นที่คุกรุ่นไปด้วยความฝันและคลั่งไคล้ไปกับการเต้น.. การออกสเต็ปอย่างมีศิลปะ

Andie (Briana Evigan) เด็กสาวที่มุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยไฟฝัน เธอรักการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ เริ่มจากครั้งเมื่อวัยเด็กที่มีแม่พาไปดูกลุ่มเด็กเต้น ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม Street  แม่ก็จะเฝ้าให้กำลังใจและอยากมีวันเห็นสาวน้อยประสบความสำเร็จ เมื่อเธอเติบโตอยู่ในวัยสาว ความมุ่งมั่นในไฟฝันยังไม่เคยจางหาย…

และสังกัดกลุ่ม 410  ที่ต้องมีซ้อมเต้นทุกวัน จนทำให้ Andieเสียการเรียนมีพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วง

วันหนึ่งน้าสาวผู้ที่เป็นเพื่อนของแม่และรับผิดชอบดูแลแอนดี้ ถึงขั้นตัดขาดและจะส่งเธอให้ไปอยู่กับน้าหากเธอไม่ยอมเรียนหนังสือ และออกคำสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับ 410 เด็ดขาดเพราะพวกเด็กเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับพวกอาชญากรแบดบอยป่วน กวนเมืองไปวันๆ เธอส่งแอนดี้ไปเรียนที่ MSA

วันคัดเลือกตัว แอนดี้ก็ใช้การเต้นที่แตกต่างเพราะโรงเรียนแห่งนี้เค้าเน้นสอนบัลเล่ย์กัน แต่เธอโชว์ StreetDance เป็นโชว์ที่ทำเอา ผอ. ไม่สบอารมณ์ในขณะที่อีกสายตาหนึ่ง Chase Collins (Robert Hoffman) ทายาท MSA  กลับมองเธอด้วยสายตาที่ต่างออกไป

การไปเรียนที่ MSA ทำให้แอนดี้ผิดปกติแปลกไปจากเดิม เริ่มมาซ้อมเต้นกับกลุ่ม 410 สายหรือบางครั้งก็ขาดซ้อมกับกลุ่ม 410 จนในที่สุดเธอก็ถูกเพื่อนๆไล่ออกจากกลุ่มเพราะเธอไม่ทุ่มเทพอ…. และที่เลวร้ายซะกว่าคือการไปเข้าเรียนในโรงเรียนสอนบัลเล่ย์ ซึ่งซัค หัวหน้าทีม 410 ไม่พอใจ

แล้วคืนนั้นเธอและเชสก็คลิกไอเดียรวมทีมเต้นจากบรรดานักเรียนในโรงเรียนและซ้อมๆๆๆ และซ้อม หาทางไปดวลเต้น Dance Battles กัน แต่คืนแรกทีม MSA ก็ไม่ประสบความสำเร็จ การแข่งขันไม่แฟร์เท่าไหร่ ไหนจะมีดีเจปากมอมคอยพูดจา bufft ซะจนทีมเสียความมั่นใจ ทีม MSA แพ้ไม่เป็นท่า จนต้องกลับมาตั้งหลักใหม่คิดแผนหักเหลี่ยมที่จะทำการ Dance Battles ให้ได้ เชสและเพื่อนพากันทำคลิปหนึ่งขึ้นมาแล้วส่งไปหยาม ชัค ทำให้ชัคกลับมาเอาเรื่องเชสและลามไปถึงขั้นทำลายสตูดิโอซ้อมเต้นของ MSA ซะย่อยยับ!

จากเหตุการณ์ดังกล่าว แอนดี้ถูก ผอ. ไล่ออกว่าเธอเป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมดและยังห้ามเด็กคนอื่นๆใน MSA เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เด็ดขาดโดยเฉพาะพวก 410 และ The Street

ในคืนแห่ง Dance Battles ปะลองสเต็ปการเต้นก็ดำเนินขึ้น ทุกคนในทีม MSA ต่างก็ได้รับ SMS เดียวกันถึงเวลา / สถานที่จัด The Street มันเหมือนเป็นการท้าทาย… ทุกคนในทีมรวมตัวและไปเจอแอนดี้ วันนั้นเองอาสาวผู้ดูแลแอนดี้เข้าใจในประกายความฝันของแอนดี้ จึงคอยสนับนุนอยู่ข้างหลังและบอกว่าเธอควรที่จะไปร่วมดวลในคืนนี้

ถ้าไม่สู้ให้ถึงที่สุด ก็สูญเปล่า

สเต็ปการเต้นกระบวนท่าในช่วงท้ายของเรื่องแทบทำเอาเราคนดูอยากจะกระโดดขึ้นมาออกสเต็ปบ้าง อารมณ์ของหนังนำพาให้ประกายไฟฝันที่อยู่ในตัวแทบจะประจุขึ้นเป็นระยะๆ เวลาถึงซีนของหนังที่เร้าอารมณ์ให้ร่วมฮึดไปกับทีม MSA ล่ะทำเอาใจเต้นแรงไปด้วย

หน้าหนังเอาเข้าจริงๆ ก็เหมือนดูมิวสิควีดีโอเจ๋งๆ ที่มีท่าเต้นออกสเต็ปแบบไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเนื้อเรื่องตัวบทไม่มีอะไรมากมายซับซ้อนให้ต้องตีลังกาคิดว่าหนังสื่ออะไรให้เมื่อย มันเป็นเรื่องราวตามไฟฝันในวันวัยรุ่นของเด็กอเมริกันที่ต่างก็มีความฝัน มีแง่คิดให้ได้สะกิดใจ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของนักแสดงแต่ละคนในแต่ละบทบาทแล้วก็ที่โดดเด่นลงตัวสเต็ปท่วงท่าและเพลงประกอบที่ทำให้หนัง 98 นาทีจูงอารมณ์แบบเพลิดเพลินไปกับสเต็ปท่าเต้น และมาถึงช่วงท้ายสุดของหนังได้อย่างไม่น่าเกลียด

 

 

 

 Dicky Chow (Jiao Xu) เด็กน้อยวัยกำลังมีจินตนาการ เรียนโรงเรียนนานาชาติ มีเพื่อนที่แต่ละคนรวยๆกับของเล่นราคาแพงๆ …Dicky ไปโรงเรียนในตอนเช้าในสภาพมอมแมม รองเท้าพละก็ไม่มีจึงถูกคุณครูทำโทษและดุอยู่เป็นประจำ แถมความจนของเด็กน้อยยังเป็นที่รังเกียจของทั้งเพื่อนๆและครูบางคนในโรงเรียน  Dicky ได้แต่ฝันว่าอยากจะมีของเล่นเป็นของตัวเอง มีรองเท้าพละคู่ใหม่ และมีเพื่อนเล่นที่ยอมรับเค้าบ้าง

             

Ti (Stephen Chow) เป็นพ่อของ Dicky ที่วันๆวงจรชีวิตของเค้าก็วนเวียนอยู่ในไซค์งานก่อสร้างกับอาชีพกรรมกร มีสิ่งเดียวที่ทำให้เค้ามีกำลังใจทำงานหนักเพียงเพื่ออยากจะส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เรียนสูงๆ จะได้มีงานดีๆทำ เมื่อโตขึ้นลูกจะได้ไม่ลำบากเหมือนเค้า…  เลิกงานก็ไปเก็บของเก่า มันมีบางวันที่ได้ของมือสองกลับมาใช้ได้ที่บ้าน ไม่ว่าจะพัดลมมือสอง รองเท้ากีฬามือสอง อาหารมือสองและผลไม้มือสอง

วันหนึ่ง พ่อลูกไปเดินเที่ยวเล่นและนั่งดูทีวีจากนอกร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และสักพัก Dicky ได้หายเข้าไปในร้านขายของเล่นและสะดุดใจกับ CJ1 เพราะมันเป็นของเล่นหุ่นยนต์เหมือนของเพื่อนที่โรงเรียน เค้าจึงอยากเป็นเจ้าของมันบ้าง ถึงขั้นงอแงเอาแต่ใจและทะเลาะกับพ่อในที่สุด เพียงเพราะ Ti พ่อของเค้าไม่มีเงินพอที่จะซื้อของเล่นราคาแพงให้กับลูกได้

Dicky หนีไปหาคุณครูส่วน Ti ก็กลับไปที่กองภูเขาขยะอย่างทุกๆครั้ง คราวนี้เขาอยากจะได้ของเล่นเจ๋งๆกลับไปให้ลูกชาย

ลูกยางกลมๆสีเขียวที่ดูไม่น่าจะเป็นของเล่นได้ ไม่มีอะไรพิเศษนอกจากเหมือนผลแคนตาลูบ จนกระทั่งคืนหนึ่งที่  Dicky กลับจากโรงเรียนพร้อมรอยช้ำคล้ำเขียว เพราะได้เรื่องทะเลาะกับเด็ก มาเฟีย ในโรงเรียนเจ้าประจำเข้าให้

Dicky ถูกพ่อลงโทษและจับขังในตู้พร้อมๆกับลูกยางกลมๆเขียวๆ และคืนนั้น ลูกยางกลมๆเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์และแปลงร่างเป็นตัวคล้ายลูกหมาแต่มีหน้าตาเหมือนลูกเจี๊ยบ… เค้าคิดว่ามันเป็นของเล่นมาจากต่างดาว และตั้งชื่อว่า… CJ7 … และจากนั้น ความสนุกก็เริ่มขึ้น

Dicky แน่ใจว่า CJ7 มีเวทมนต์จากที่เค้าเสกให้แอ๊ปเปิ้ลเน่ากลายเป็นของใหม่ สด อร่อย และก็พลอยฝันไปถึงอิทธิฤทธิ์สารพัดที่เค้าอยากให้เป็น แต่ทั้งหมดก็ผิดหวัง Dicky จึงโกรธมากและเอา CJ7 ไปทิ้งถังขยะ แต่พอสำนึกได้ CJ7 ก็ไม่อยู่เสียแล้ว

แต่เมื่อ Dicky กลับมาที่บ้าน ก็ดีใจมากที่เจอ CJ7 อีกครั้ง และเค้าพยายามที่จะบอกพ่อของเค้าว่า CJ7 คือของเล่นจากต่างดาว แต่พ่อเค้าก็ไม่ยอมเชื่อและก็เอาแต่พร่ำสอนว่า…

How many time do I have to tell you? พ่อบอกกี่ครั้งแล้ว่า…

We might be poor, but we don’t lie… ถึงเราจะจน แต่เราต้องไม่พูดโกหก…

… we don’t fight…  เราต้องไม่เกเรเป็นอันธพาล

and we don’t take things that don’t belong to us. และอะไรที่ไม่ใช่ของๆเรา เราต้องไม่หยิบ 

Study hard and be a useful person in the future.  ตั้งใจเรียน โตเป็นผู้ใหญ่ลูกจะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อ….

ความเห่อของเล่นจนลืมเอาเวลาอ่านหนังสือ ทำให้ Dicky สอบได้คะแนนแย่ แต่กลับมาหลอกพ่อว่าสอบได้ 100 คะแนน จนทั้งสองพ่อลูกต้องทะเลาะกันอีก คราวนี้เกิดการท้าทายชนิดที่ว่า ถ้า Dicky ไม่ต้องการให้พ่อยุ่งวุ่นวายกับชีวิตเค้าอีก ก็สอบให้ได้เกิน 60 ก่อนแล้วผู้เป็นพ่อจะไม่มาวุ่นวายบ่นจู้จี้อีกเลย…
 
 
 

 

 

 

 

 

 

 

Tell the truth. Did you cheat on your exam?  นี่บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ลูกโกงข้อสอบใช่มั๊ย
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

No, I didn’t.  เปล่าครับ
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

I think you got zero, than altered it to 100. Is that right? พ่อว่าลูกได้ศูนย์คะแนนแต่แก้เป็น 100 คะแนน ใช่มั๊ย 

 

 

 

 

Yes. But that’s not the same as cheating. ใช่ แต่ผมไม่ได้โกงข้อสอบนะ 

 

 

I think you got zero, than altered it to 100. Is that right? พ่อว่าลูกได้ศูนย์คะแนนแต่แก้เป็น 100 คะแนน ใช่มั๊ย 

 

 

 

 

 

 

 

 

Yes. But that’s not the same as cheating. ใช่ แต่ผมไม่ได้โกงข้อสอบนะ 

 

 

 

I don’t want you to be disappointed. ผมแค่ไม่อยากให้พ่อผิดหวังในตัวผม 
 
 

 

What’s wrong with you? Ti’s so tough to send you to that school. นี่ทำบ้าอะไร พ่อเหนื่อยแค่ไหนรู้ไหม กับการส่งแกเรียน

 

 

 

I’m sorry, Dad. ผมเสียใจครับพ่อ

 

 

I’ll say it again. Even thought we’re poor…  พ่อบอกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าถึงเราจะจน…..

 

Okey, I know you,re so annoying.  เอาล่ะฮะ ผมรู้แล้ว พ่อเลิกวุ่นวายซะทีได้มั๊ยเล่า

Can you stop going on about it?  เลิกพูดเรื่องนี้มันซะทีได้มั๊ย

บ่อยๆที่เด็กๆจะไม่เข้าใจในความรักและปรารถนาดีที่พ่อแม่แสดงออก ซึ่งมักจะกลับกลายเป็นความจุกจิกจู้จี้และพูดเดิมๆซ้ำๆซากๆ แต่ในวันที่ไม่มีพ่อกับแม่แล้วอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อคิดได้ ยังไงการมีพ่อหรือแม่คอยพร่ำสอน บ่นจู้จี้ในเรื่องเดิมๆ มันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีใครเลยในโลกนี้นะ

นั่นคือความจริงของหนังที่ต้องการจะบอกเรา บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ถ้าเราไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่เราจะเชื่อฟังได้อีกแล้ว…

ความพยายามที่ CJ7 จะช่วยชีวิตพ่อของ Dicky จนทำให้ CJ7 ต้องเสียพลังงานและตายไปในที่สุดก็เป็นพ้อยท์หนึ่งของหนังที่เรียกความซึ้งมาเอ่อล้นที่ขอบตา… ในแบบฉบับธรรมดาของหนังดราม่าคอมเมดี้

หน้าหนังอาจจะเกินจริงแบบดูแล้วเหมือนเป็นหนังไร้สาระ แต่ถ้าดูเอาสาระ ก็ได้สาระ ปนเปื้อนรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความซึ้งใจได้เล็กๆในเวลากว่า 86 นาที

จากความรักของพ่อใน CJ7 ก็ให้นึกถึงความชุลมุนวุ่นวายในแคมป์แบบฉบับความรักที่มีพ่อเป็นต้นฉบับจาก Daddy Day Camp… 

 

 

  Charlie Hilton (Cuba Gooding Jr.) และ Phil Ryerson (Paul Rae) เป็นพ่อๆที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้เด็กๆ ไปเข้าแคมป์ภาคฤดูร้อน เพราะพวกเค้ายังจำฝังใจกับประสบการณ์แย่ๆเมื่อสมัยเด็ก ไหนจะสัตว์เลื้อยคลานและโดนเพื่อนแกล้ง ระหว่างอยู่แคมป์

แต่เมื่อขัดใจภรรยาไม่ได้เค้าจึงจำเป็นต้องไปส่งลูกชายเข้าแคมป์ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นแคมป์สภาพเก่ากรุโกโรโกโส และเจ้าของแคมป์คู่แข่ง (Calona) มีโครงการที่จะซื้อมันเพื่อไปทำลาย Charlie จึงเกิดไอเดียว่าอยากจะซื้อเพื่อรักษาแคมป์นี้ไว้ และเพื่อที่ลูกชายของเค้าจะได้มีประสบการณ์ที่ดีล้วนๆในแคมป์ของตนเอง เพื่อความอุ่นใจในฐานะพ่อ

     

แต่โครงการดังกล่าวถูกขัดขวางจากภรรยาว่าการที่ประสบความสำเร็จจาก Daddy day Care มันไม่ได้หมายความว่า Charlie จะทำแคมป์ภาคฤดูร้อนได้สำเร็จ แต่แล้วก็ยากที่จะทัดทานความตั้งใจมุ่งมั่นของสามีได้ แต่เมื่อร่วมหุ้นแคมป์แล้ว ความจริงไม่เป็นอย่างที่คิด ลุงที่เค้าคิดว่าจะเป็นแกนนำบริหารแคมป์กลับตัดช่องน้อยพอตัวหนีไปพักผ่อนซะเฉยๆ เค้าและเพื่อนจึงรับภาระในการบูรนาการแคมป์เก่าๆนี่ ไม่เช่นนั้น แคมป์และทรัพย์สินที่มีเป็นอันต้องโดนยึด!

แม้เค้าจะบริหารแคมป์อย่างไร ความวุ่นวายก็ยังไม่จบแถมจำนวนเด็กที่ร่วมแคมป์ก็ลดจำนวนลงและผู้ปกครองก็เรียกร้องเงินคืน ฝ่ายสินเชื่อก็ตามทวงหนี้อยู่ไม่เว้นวัน

อีกทั้งแคมป์คู่แข่งก็มาหยามถึงถิ่นและท้าให้แข่ง กีฬา Intercamp Olympiad งานนี้ Drifwood Day Camp ต้องชนะการแข่งขันสถานเดียว เพื่อที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เห็นในศักยภาพของการฝึกและเอาลูกหลานมาเข้าแคมป์ Drifwood เพราะไม่อย่างนั้นทั้งบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวมีอันต้องโดนอายัดอย่างไม่มีข้อสงสัย… ถึงคราวที่ Charlie ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ(ปู่) ก่อนที่อะไรมันจะเลวร้ายมากไปกว่านี้…..

ความใกล้ชิดของหลาน (Ben)-ปู่ (Col. Buck Hinton) ทำให้ภาพของปู่เป็นฮีโร่ในสายตาของ หลานพยายามที่จะเอาอย่าง  ฝึกความแข็งแกร่ง เพียงเพราะอยากให้ปู่ภูมิใจ ในขณะที่นับวันพ่อกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของทั้งเบนและเพื่อนๆในแคมป์ จนครั้งหนึ่งเบนไปหลงป่าเพราะอยากฝึกความแข็งแกร่งและเก่งได้อย่างปู่จนเป็นสาเหตุให้ชาลีโมโหถึงขั้น….

Let me tell you something about being tough, okay? เอาล่ะ พ่อมีบางอย่างจะบอกถึงการเป็นผู้เข้มแข็ง ตกลงมั๊ย

Being tough doesn’t necessarily make you a hero.  คนที่เข้มแข็ง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฮีโร่เสมอไป

Sometimes tough people grow up to be arrogant, selfish and stubborn. บางครั้งคนเข้มแข็งก็มักจะหยิ่งผยอง, เห็นแก่ตัวและก็แข็งกระด้าง

You guys just need to bee yourselves. And know that by being yourselves… you’re gonna be winners, no matter what.  พ่ออยากให้พวกเธอเป็นตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง เธอก็เป็นผู้ชนะได้

Even if we choke like you? แม้จะดูขี้ขลาดอย่างคุณน่ะหรือ

แบบแผนการฝึกในแคมป์ที่เค้า ต้องการให้มันเป็นไป ต้องไม่ใช่วิธีการแบบทหาร เพราะมันเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้เค้าคิดว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่าที่เอาพ่อที่เป็นทหารมาช่วยฝึกเด็กๆ ในครั้งนี้!!

นั่น… มันทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจไม่น้อย…….

รุ่งเช้าของวันแข่งขันกีฬา XLV Inter camp Olympiad กับการหายไปของผู้บัญชาการ… สิ่งเดียวที่ลูกชาย Charlie ต้องทำคือการปรับความเข้าใจ ภรรยาของเค้าบอกว่า ลูกชายตัวเล็กจะได้ความสมบูรณ์แบบที่สุดถ้าพ่อกับปู่ร่วมมือกันและลงรอยกันสักที่

การปรับความเข้าใจ จากที่ Charlie คิดไปเองตลอดว่า เค้าไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลย อย่างว่า คนที่เป็นลูกชาย ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อเป็นต้นแบบ ลูกชายมักจะเลือกแบบแผนการเรียนรู้ชีวิตแบบลูกผู้ชายอย่างพ่อ เล่นกีฬาที่พ่อชอบ เลือกอาชีพแบบที่พ่อเป็น และนี่ล่ะที่ชาลีกังขาในใจมาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่าตนไม่เคยทำอะไรให้พ่อภูมิใจได้เลย

แต่พ่อกลับบอกว่าเค้าภูมิใจในตัวลูกมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดศูนย์เลี้ยงเด็ก Daddy Day Care ในช่วงที่เค้าตกงาน มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งถ้าเป็นพ่อคงทำไม่ได้ เพราะเค้าถนัดแต่กับการทำอะไรที่เป็นแบบแผน

ผู้เป็นปู่รู้ดีว่า หลานเห็นตนเป็นฮีโร่ในสายตามากแค่ไหน แต่นั่น Ben ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ พ่อของเค้าต่างหากที่เป็นฮีโร่ตัวจริง การที่พ่อดูขี้ขลาดในบางครั้ง นั่นเพราะเค้าเป็นห่วงและรักหลานที่สุดไม่อยากให้รับอันตรายต่างหาก หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีพ่อที่ชื่อ Charlie Hinton….

Don’t you realize he did all this just for you?  หลานรู้ตัวมั๊ย ว่านี่คือทุกอย่างที่พ่อทำเพื่อหลาน

You’re pretty lucky to have Charlie Hinton… as a farther.หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีชาลีเป็นพ่อ

He’s a better soldier than I’ll even be.  พ่อของหลาน เป็นทหารที่เข้มแข็งที่สุด

I could never run a camp like he can… ปู่คงไม่สามารถทำแคมป์แบบนี้ขึ้นมาได้

…or watch over you and your mom like he does. หรือดูแลหลานและแม่ของหลานได้ดีอย่างที่พ่อของหลานทำ

He may be a little overprotective…. But it’s only because he love you so much. บางที เค้าอาจดูขี้ขลาดไปบ้าง … แต่ทั้งหมดนั้น ก็เพราะพ่อเค้ารักหลานนะ

หนังเป็นการผจญภัยแบบเด็กๆ เหมาะที่จะเป็นหนังสร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว ดูไปบวกอารมณ์ยิ้มอ่อนๆ กับความฮาใสๆ ของเด็กๆ แถมยังได้แอบลุ้น Drifwood camp ว่าจะเอาชนะการแข่งขัน Olympiad ได้หรือไม่

จากหนังทั้งสองเรื่อง ทำให้เห็นวิธีการสอนของคนเป็นพ่อที่อยู่คนละฟากฝั่งทวีป พ่อของ Dicky มักจะพูดพร่ำบ่นสอนในแบบเดิมๆ หลักการเดิมๆ ซึ่งเป็นการสอนแบบพ่อๆเอเชี่ยนสไตล์ ในขณะที่ Charlie จะเน้นที่การปฏิบัติจริงในแบบฉบับอเมริกันสไตล์ แต่ก็เพื่อบทสรุปเดียวกัน คือให้ลูกเป็นคนดี และเติบโตอย่างงดงาม บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะหรือครอบครองการเป็นที่หนึ่ง ยิ่งถ้ามันเป็นไปในครรลองที่ไม่ถูกต้อง แต่ทำมันให้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เราจะทำได้ นั่นดีที่สุดแล้ว และไม่ว่าผลลัพท์จะออกมาอย่างไร ครอบครัว คนที่อยู่ข้างหลังเรา จะภูมิใจในทุกคำตอบของการกระทำของเราเสมอ

อย่างที่ Charlie สอนหนูน้อย Ben ว่า…

I want you guys to grow up to be kind and caring… and accepting of people. พ่ออยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจคนอื่น

Even if they make mistake.แม้ว่า พวกเค้าจะเคยทำผิดพลาดไปบ้างก็ตาม

So, Ben, don’t try to be so tough, okay? ดังนั้น,  Ben ลูกไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนแข็งแกร่งอะไรมากมาย

Just try to be your best. แค่ทำมันให้ดีอย่างที่สุด

That’s all that matters. เท่านั้นก็เพียงพอแล้วลูก…

 

 

 

 

 

 

 

 

Tell the truth. Did you cheat on your exam?  นี่บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้ ลูกโกงข้อสอบใช่มั๊ย
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

No, I didn’t.  เปล่าครับ
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

I think you got zero, than altered it to 100. Is that right? พ่อว่าลูกได้ศูนย์คะแนนแต่แก้เป็น 100 คะแนน ใช่มั๊ย 

 

 

 

 

 

 

 

 

Yes. But that’s not the same as cheating. ใช่ แต่ผมไม่ได้โกงข้อสอบนะ 

 

 

 

I don’t want you to be disappointed. ผมแค่ไม่อยากให้พ่อผิดหวังในตัวผม 
 
 

 

What’s wrong with you? Ti’s so tough to send you to that school. นี่ทำบ้าอะไร พ่อเหนื่อยแค่ไหนรู้ไหม กับการส่งแกเรียน

 

 

 

I’m sorry, Dad. ผมเสียใจครับพ่อ

 

 

I’ll say it again. Even thought we’re poor…  พ่อบอกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าถึงเราจะจน…..

 

Okey, I know you,re so annoying.  เอาล่ะฮะ ผมรู้แล้ว พ่อเลิกวุ่นวายซะทีได้มั๊ยเล่า

Can you stop going on about it?  เลิกพูดเรื่องนี้มันซะทีได้มั๊ย

บ่อยๆที่เด็กๆจะไม่เข้าใจในความรักและปรารถนาดีที่พ่อแม่แสดงออก ซึ่งมักจะกลับกลายเป็นความจุกจิกจู้จี้และพูดเดิมๆซ้ำๆซากๆ แต่ในวันที่ไม่มีพ่อกับแม่แล้วอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อคิดได้ ยังไงการมีพ่อหรือแม่คอยพร่ำสอน บ่นจู้จี้ในเรื่องเดิมๆ มันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีใครเลยในโลกนี้นะ

นั่นคือความจริงของหนังที่ต้องการจะบอกเรา บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ถ้าเราไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่เราจะเชื่อฟังได้อีกแล้ว…

ความพยายามที่ CJ7 จะช่วยชีวิตพ่อของ Dicky จนทำให้ CJ7 ต้องเสียพลังงานและตายไปในที่สุดก็เป็นพ้อยท์หนึ่งของหนังที่เรียกความซึ้งมาเอ่อล้นที่ขอบตา… ในแบบฉบับธรรมดาของหนังดราม่าคอมเมดี้

หน้าหนังอาจจะเกินจริงแบบดูแล้วเหมือนเป็นหนังไร้สาระ แต่ถ้าดูเอาสาระ ก็ได้สาระ ปนเปื้อนรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความซึ้งใจได้เล็กๆในเวลากว่า 86 นาที

จากความรักของพ่อใน CJ7 ก็ให้นึกถึงความชุลมุนวุ่นวายในแคมป์แบบฉบับความรักที่มีพ่อเป็นต้นฉบับจาก Daddy Day Camp… 

 

 

  Charlie Hilton (Cuba Gooding Jr.) และ Phil Ryerson (Paul Rae) เป็นพ่อๆที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้เด็กๆ ไปเข้าแคมป์ภาคฤดูร้อน เพราะพวกเค้ายังจำฝังใจกับประสบการณ์แย่ๆเมื่อสมัยเด็ก ไหนจะสัตว์เลื้อยคลานและโดนเพื่อนแกล้ง ระหว่างอยู่แคมป์

แต่เมื่อขัดใจภรรยาไม่ได้เค้าจึงจำเป็นต้องไปส่งลูกชายเข้าแคมป์ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นแคมป์สภาพเก่ากรุโกโรโกโส และเจ้าของแคมป์คู่แข่ง (Calona) มีโครงการที่จะซื้อมันเพื่อไปทำลาย Charlie จึงเกิดไอเดียว่าอยากจะซื้อเพื่อรักษาแคมป์นี้ไว้ และเพื่อที่ลูกชายของเค้าจะได้มีประสบการณ์ที่ดีล้วนๆในแคมป์ของตนเอง เพื่อความอุ่นใจในฐานะพ่อ

   

แต่โครงการดังกล่าวถูกขัดขวางจากภรรยาว่าการที่ประสบความสำเร็จจาก Daddy day Care มันไม่ได้หมายความว่า Charlie จะทำแคมป์ภาคฤดูร้อนได้สำเร็จ แต่แล้วก็ยากที่จะทัดทานความตั้งใจมุ่งมั่นของสามีได้ แต่เมื่อร่วมหุ้นแคมป์แล้ว ความจริงไม่เป็นอย่างที่คิด ลุงที่เค้าคิดว่าจะเป็นแกนนำบริหารแคมป์กลับตัดช่องน้อยพอตัวหนีไปพักผ่อนซะเฉยๆ เค้าและเพื่อนจึงรับภาระในการบูรนาการแคมป์เก่าๆนี่ ไม่เช่นนั้น แคมป์และทรัพย์สินที่มีเป็นอันต้องโดนยึด!

แม้เค้าจะบริหารแคมป์อย่างไร ความวุ่นวายก็ยังไม่จบแถมจำนวนเด็กที่ร่วมแคมป์ก็ลดจำนวนลงและผู้ปกครองก็เรียกร้องเงินคืน ฝ่ายสินเชื่อก็ตามทวงหนี้อยู่ไม่เว้นวัน

อีกทั้งแคมป์คู่แข่งก็มาหยามถึงถิ่นและท้าให้แข่ง กีฬา Intercamp Olympiad งานนี้ Drifwood Day Camp ต้องชนะการแข่งขันสถานเดียว เพื่อที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เห็นในศักยภาพของการฝึกและเอาลูกหลานมาเข้าแคมป์ Drifwood เพราะไม่อย่างนั้นทั้งบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวมีอันต้องโดนอายัดอย่างไม่มีข้อสงสัย… ถึงคราวที่ Charlie ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ(ปู่) ก่อนที่อะไรมันจะเลวร้ายมากไปกว่านี้…..

ความใกล้ชิดของหลาน (Ben)-ปู่ (Col. Buck Hinton) ทำให้ภาพของปู่เป็นฮีโร่ในสายตาของ หลานพยายามที่จะเอาอย่าง  ฝึกความแข็งแกร่ง เพียงเพราะอยากให้ปู่ภูมิใจ ในขณะที่นับวันพ่อกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของทั้งเบนและเพื่อนๆในแคมป์ จนครั้งหนึ่งเบนไปหลงป่าเพราะอยากฝึกความแข็งแกร่งและเก่งได้อย่างปู่จนเป็นสาเหตุให้ชาลีโมโหถึงขั้น….

Let me tell you something about being tough, okay? เอาล่ะ พ่อมีบางอย่างจะบอกถึงการเป็นผู้เข้มแข็ง ตกลงมั๊ย

Being tough doesn’t necessarily make you a hero.  คนที่เข้มแข็ง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฮีโร่เสมอไป

Sometimes tough people grow up to be arrogant, selfish and stubborn. บางครั้งคนเข้มแข็งก็มักจะหยิ่งผยอง, เห็นแก่ตัวและก็แข็งกระด้าง

You guys just need to bee yourselves. And know that by being yourselves… you’re gonna be winners, no matter what.  พ่ออยากให้พวกเธอเป็นตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง เธอก็เป็นผู้ชนะได้

Even if we choke like you? แม้จะดูขี้ขลาดอย่างคุณน่ะหรือ

แบบแผนการฝึกในแคมป์ที่เค้า ต้องการให้มันเป็นไป ต้องไม่ใช่วิธีการแบบทหาร เพราะมันเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้เค้าคิดว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่าที่เอาพ่อที่เป็นทหารมาช่วยฝึกเด็กๆ ในครั้งนี้!!

นั่น… มันทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจไม่น้อย…….

รุ่งเช้าของวันแข่งขันกีฬา XLV Inter camp Olympiad กับการหายไปของผู้บัญชาการ… สิ่งเดียวที่ลูกชาย Charlie ต้องทำคือการปรับความเข้าใจ ภรรยาของเค้าบอกว่า ลูกชายตัวเล็กจะได้ความสมบูรณ์แบบที่สุดถ้าพ่อกับปู่ร่วมมือกันและลงรอยกันสักที่

การปรับความเข้าใจ จากที่ Charlie คิดไปเองตลอดว่า เค้าไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลย อย่างว่า คนที่เป็นลูกชาย ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อเป็นต้นแบบ ลูกชายมักจะเลือกแบบแผนการเรียนรู้ชีวิตแบบลูกผู้ชายอย่างพ่อ เล่นกีฬาที่พ่อชอบ เลือกอาชีพแบบที่พ่อเป็น และนี่ล่ะที่ชาลีกังขาในใจมาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่าตนไม่เคยทำอะไรให้พ่อภูมิใจได้เลย

แต่พ่อกลับบอกว่าเค้าภูมิใจในตัวลูกมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดศูนย์เลี้ยงเด็ก Daddy Day Care ในช่วงที่เค้าตกงาน มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งถ้าเป็นพ่อคงทำไม่ได้ เพราะเค้าถนัดแต่กับการทำอะไรที่เป็นแบบแผน

ผู้เป็นปู่รู้ดีว่า หลานเห็นตนเป็นฮีโร่ในสายตามากแค่ไหน แต่นั่น Ben ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ พ่อของเค้าต่างหากที่เป็นฮีโร่ตัวจริง การที่พ่อดูขี้ขลาดในบางครั้ง นั่นเพราะเค้าเป็นห่วงและรักหลานที่สุดไม่อยากให้รับอันตรายต่างหาก หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีพ่อที่ชื่อ Charlie Hinton….

Don’t you realize he did all this just for you?  หลานรู้ตัวมั๊ย ว่านี่คือทุกอย่างที่พ่อทำเพื่อหลาน

You’re pretty lucky to have Charlie Hinton… as a farther.หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีชาลีเป็นพ่อ

He’s a better soldier than I’ll even be.  พ่อของหลาน เป็นทหารที่เข้มแข็งที่สุด

I could never run a camp like he can… ปู่คงไม่สามารถทำแคมป์แบบนี้ขึ้นมาได้

…or watch over you and your mom like he does. หรือดูแลหลานและแม่ของหลานได้ดีอย่างที่พ่อของหลานทำ

He may be a little overprotective…. But it’s only because he love you so much. บางที เค้าอาจดูขี้ขลาดไปบ้าง … แต่ทั้งหมดนั้น ก็เพราะพ่อเค้ารักหลานนะ

หนังเป็นการผจญภัยแบบเด็กๆ เหมาะที่จะเป็นหนังสร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว ดูไปบวกอารมณ์ยิ้มอ่อนๆ กับความฮาใสๆ ของเด็กๆ แถมยังได้แอบลุ้น Drifwood camp ว่าจะเอาชนะการแข่งขัน Olympiad ได้หรือไม่

จากหนังทั้งสองเรื่อง ทำให้เห็นวิธีการสอนของคนเป็นพ่อที่อยู่คนละฟากฝั่งทวีป พ่อของ Dicky มักจะพูดพร่ำบ่นสอนในแบบเดิมๆ หลักการเดิมๆ ซึ่งเป็นการสอนแบบพ่อๆเอเชี่ยนสไตล์ ในขณะที่ Charlie จะเน้นที่การปฏิบัติจริงในแบบฉบับอเมริกันสไตล์ แต่ก็เพื่อบทสรุปเดียวกัน คือให้ลูกเป็นคนดี และเติบโตอย่างงดงาม บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะหรือครอบครองการเป็นที่หนึ่ง ยิ่งถ้ามันเป็นไปในครรลองที่ไม่ถูกต้อง แต่ทำมันให้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เราจะทำได้ นั่นดีที่สุดแล้ว และไม่ว่าผลลัพท์จะออกมาอย่างไร ครอบครัว คนที่อยู่ข้างหลังเรา จะภูมิใจในทุกคำตอบของการกระทำของเราเสมอ

อย่างที่ Charlie สอนหนูน้อย Ben ว่า…

I want you guys to grow up to be kind and caring… and accepting of people. พ่ออยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจคนอื่น

Even if they make mistake.แม้ว่า พวกเค้าจะเคยทำผิดพลาดไปบ้างก็ตาม

So, Ben, don’t try to be so tough, okay? ดังนั้น,  Ben ลูกไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนแข็งแกร่งอะไรมากมาย

Just try to be your best. แค่ทำมันให้ดีอย่างที่สุด

That’s all that matters. เท่านั้นก็เพียงพอแล้วลูก…

 

 

 

 

 

No, I didn’t.  เปล่าครับ
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

I think you got zero, than altered it to 100. Is that right? พ่อว่าลูกได้ศูนย์คะแนนแต่แก้เป็น 100 คะแนน ใช่มั๊ย 

 

 

 

 

 

 

 

 

Yes. But that’s not the same as cheating. ใช่ แต่ผมไม่ได้โกงข้อสอบนะ 

 

 

 

I don’t want you to be disappointed. ผมแค่ไม่อยากให้พ่อผิดหวังในตัวผม 
 
 

 

What’s wrong with you? Ti’s so tough to send you to that school. นี่ทำบ้าอะไร พ่อเหนื่อยแค่ไหนรู้ไหม กับการส่งแกเรียน

 

 

 

I’m sorry, Dad. ผมเสียใจครับพ่อ

 

 

I’ll say it again. Even thought we’re poor…  พ่อบอกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าถึงเราจะจน…..

 

Okey, I know you,re so annoying.  เอาล่ะฮะ ผมรู้แล้ว พ่อเลิกวุ่นวายซะทีได้มั๊ยเล่า

Can you stop going on about it?  เลิกพูดเรื่องนี้มันซะทีได้มั๊ย

บ่อยๆที่เด็กๆจะไม่เข้าใจในความรักและปรารถนาดีที่พ่อแม่แสดงออก ซึ่งมักจะกลับกลายเป็นความจุกจิกจู้จี้และพูดเดิมๆซ้ำๆซากๆ แต่ในวันที่ไม่มีพ่อกับแม่แล้วอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อคิดได้ ยังไงการมีพ่อหรือแม่คอยพร่ำสอน บ่นจู้จี้ในเรื่องเดิมๆ มันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีใครเลยในโลกนี้นะ

นั่นคือความจริงของหนังที่ต้องการจะบอกเรา บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ถ้าเราไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่เราจะเชื่อฟังได้อีกแล้ว…

ความพยายามที่ CJ7 จะช่วยชีวิตพ่อของ Dicky จนทำให้ CJ7 ต้องเสียพลังงานและตายไปในที่สุดก็เป็นพ้อยท์หนึ่งของหนังที่เรียกความซึ้งมาเอ่อล้นที่ขอบตา… ในแบบฉบับธรรมดาของหนังดราม่าคอมเมดี้

หน้าหนังอาจจะเกินจริงแบบดูแล้วเหมือนเป็นหนังไร้สาระ แต่ถ้าดูเอาสาระ ก็ได้สาระ ปนเปื้อนรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความซึ้งใจได้เล็กๆในเวลากว่า 86 นาที

จากความรักของพ่อใน CJ7 ก็ให้นึกถึงความชุลมุนวุ่นวายในแคมป์แบบฉบับความรักที่มีพ่อเป็นต้นฉบับจาก Daddy Day Camp… 

 

 

  Charlie Hilton (Cuba Gooding Jr.) และ Phil Ryerson (Paul Rae) เป็นพ่อๆที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้เด็กๆ ไปเข้าแคมป์ภาคฤดูร้อน เพราะพวกเค้ายังจำฝังใจกับประสบการณ์แย่ๆเมื่อสมัยเด็ก ไหนจะสัตว์เลื้อยคลานและโดนเพื่อนแกล้ง ระหว่างอยู่แคมป์

แต่เมื่อขัดใจภรรยาไม่ได้เค้าจึงจำเป็นต้องไปส่งลูกชายเข้าแคมป์ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นแคมป์สภาพเก่ากรุโกโรโกโส และเจ้าของแคมป์คู่แข่ง (Calona) มีโครงการที่จะซื้อมันเพื่อไปทำลาย Charlie จึงเกิดไอเดียว่าอยากจะซื้อเพื่อรักษาแคมป์นี้ไว้ และเพื่อที่ลูกชายของเค้าจะได้มีประสบการณ์ที่ดีล้วนๆในแคมป์ของตนเอง เพื่อความอุ่นใจในฐานะพ่อ

   

แต่โครงการดังกล่าวถูกขัดขวางจากภรรยาว่าการที่ประสบความสำเร็จจาก Daddy day Care มันไม่ได้หมายความว่า Charlie จะทำแคมป์ภาคฤดูร้อนได้สำเร็จ แต่แล้วก็ยากที่จะทัดทานความตั้งใจมุ่งมั่นของสามีได้ แต่เมื่อร่วมหุ้นแคมป์แล้ว ความจริงไม่เป็นอย่างที่คิด ลุงที่เค้าคิดว่าจะเป็นแกนนำบริหารแคมป์กลับตัดช่องน้อยพอตัวหนีไปพักผ่อนซะเฉยๆ เค้าและเพื่อนจึงรับภาระในการบูรนาการแคมป์เก่าๆนี่ ไม่เช่นนั้น แคมป์และทรัพย์สินที่มีเป็นอันต้องโดนยึด!

แม้เค้าจะบริหารแคมป์อย่างไร ความวุ่นวายก็ยังไม่จบแถมจำนวนเด็กที่ร่วมแคมป์ก็ลดจำนวนลงและผู้ปกครองก็เรียกร้องเงินคืน ฝ่ายสินเชื่อก็ตามทวงหนี้อยู่ไม่เว้นวัน

อีกทั้งแคมป์คู่แข่งก็มาหยามถึงถิ่นและท้าให้แข่ง กีฬา Intercamp Olympiad งานนี้ Drifwood Day Camp ต้องชนะการแข่งขันสถานเดียว เพื่อที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เห็นในศักยภาพของการฝึกและเอาลูกหลานมาเข้าแคมป์ Drifwood เพราะไม่อย่างนั้นทั้งบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวมีอันต้องโดนอายัดอย่างไม่มีข้อสงสัย… ถึงคราวที่ Charlie ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ(ปู่) ก่อนที่อะไรมันจะเลวร้ายมากไปกว่านี้…..

ความใกล้ชิดของหลาน (Ben)-ปู่ (Col. Buck Hinton) ทำให้ภาพของปู่เป็นฮีโร่ในสายตาของ หลานพยายามที่จะเอาอย่าง  ฝึกความแข็งแกร่ง เพียงเพราะอยากให้ปู่ภูมิใจ ในขณะที่นับวันพ่อกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของทั้งเบนและเพื่อนๆในแคมป์ จนครั้งหนึ่งเบนไปหลงป่าเพราะอยากฝึกความแข็งแกร่งและเก่งได้อย่างปู่จนเป็นสาเหตุให้ชาลีโมโหถึงขั้น….

Let me tell you something about being tough, okay? เอาล่ะ พ่อมีบางอย่างจะบอกถึงการเป็นผู้เข้มแข็ง ตกลงมั๊ย

Being tough doesn’t necessarily make you a hero.  คนที่เข้มแข็ง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฮีโร่เสมอไป

Sometimes tough people grow up to be arrogant, selfish and stubborn. บางครั้งคนเข้มแข็งก็มักจะหยิ่งผยอง, เห็นแก่ตัวและก็แข็งกระด้าง

You guys just need to bee yourselves. And know that by being yourselves… you’re gonna be winners, no matter what.  พ่ออยากให้พวกเธอเป็นตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง เธอก็เป็นผู้ชนะได้

Even if we choke like you? แม้จะดูขี้ขลาดอย่างคุณน่ะหรือ

แบบแผนการฝึกในแคมป์ที่เค้า ต้องการให้มันเป็นไป ต้องไม่ใช่วิธีการแบบทหาร เพราะมันเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้เค้าคิดว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่าที่เอาพ่อที่เป็นทหารมาช่วยฝึกเด็กๆ ในครั้งนี้!!

นั่น… มันทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจไม่น้อย…….

รุ่งเช้าของวันแข่งขันกีฬา XLV Inter camp Olympiad กับการหายไปของผู้บัญชาการ… สิ่งเดียวที่ลูกชาย Charlie ต้องทำคือการปรับความเข้าใจ ภรรยาของเค้าบอกว่า ลูกชายตัวเล็กจะได้ความสมบูรณ์แบบที่สุดถ้าพ่อกับปู่ร่วมมือกันและลงรอยกันสักที่

การปรับความเข้าใจ จากที่ Charlie คิดไปเองตลอดว่า เค้าไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลย อย่างว่า คนที่เป็นลูกชาย ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อเป็นต้นแบบ ลูกชายมักจะเลือกแบบแผนการเรียนรู้ชีวิตแบบลูกผู้ชายอย่างพ่อ เล่นกีฬาที่พ่อชอบ เลือกอาชีพแบบที่พ่อเป็น และนี่ล่ะที่ชาลีกังขาในใจมาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่าตนไม่เคยทำอะไรให้พ่อภูมิใจได้เลย

แต่พ่อกลับบอกว่าเค้าภูมิใจในตัวลูกมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดศูนย์เลี้ยงเด็ก Daddy Day Care ในช่วงที่เค้าตกงาน มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งถ้าเป็นพ่อคงทำไม่ได้ เพราะเค้าถนัดแต่กับการทำอะไรที่เป็นแบบแผน

ผู้เป็นปู่รู้ดีว่า หลานเห็นตนเป็นฮีโร่ในสายตามากแค่ไหน แต่นั่น Ben ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ พ่อของเค้าต่างหากที่เป็นฮีโร่ตัวจริง การที่พ่อดูขี้ขลาดในบางครั้ง นั่นเพราะเค้าเป็นห่วงและรักหลานที่สุดไม่อยากให้รับอันตรายต่างหาก หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีพ่อที่ชื่อ Charlie Hinton….

Don’t you realize he did all this just for you?  หลานรู้ตัวมั๊ย ว่านี่คือทุกอย่างที่พ่อทำเพื่อหลาน

You’re pretty lucky to have Charlie Hinton… as a farther.หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีชาลีเป็นพ่อ

He’s a better soldier than I’ll even be.  พ่อของหลาน เป็นทหารที่เข้มแข็งที่สุด

I could never run a camp like he can… ปู่คงไม่สามารถทำแคมป์แบบนี้ขึ้นมาได้

…or watch over you and your mom like he does. หรือดูแลหลานและแม่ของหลานได้ดีอย่างที่พ่อของหลานทำ

He may be a little overprotective…. But it’s only because he love you so much. บางที เค้าอาจดูขี้ขลาดไปบ้าง … แต่ทั้งหมดนั้น ก็เพราะพ่อเค้ารักหลานนะ

หนังเป็นการผจญภัยแบบเด็กๆ เหมาะที่จะเป็นหนังสร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว ดูไปบวกอารมณ์ยิ้มอ่อนๆ กับความฮาใสๆ ของเด็กๆ แถมยังได้แอบลุ้น Drifwood camp ว่าจะเอาชนะการแข่งขัน Olympiad ได้หรือไม่

จากหนังทั้งสองเรื่อง ทำให้เห็นวิธีการสอนของคนเป็นพ่อที่อยู่คนละฟากฝั่งทวีป พ่อของ Dicky มักจะพูดพร่ำบ่นสอนในแบบเดิมๆ หลักการเดิมๆ ซึ่งเป็นการสอนแบบพ่อๆเอเชี่ยนสไตล์ ในขณะที่ Charlie จะเน้นที่การปฏิบัติจริงในแบบฉบับอเมริกันสไตล์ แต่ก็เพื่อบทสรุปเดียวกัน คือให้ลูกเป็นคนดี และเติบโตอย่างงดงาม บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะหรือครอบครองการเป็นที่หนึ่ง ยิ่งถ้ามันเป็นไปในครรลองที่ไม่ถูกต้อง แต่ทำมันให้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เราจะทำได้ นั่นดีที่สุดแล้ว และไม่ว่าผลลัพท์จะออกมาอย่างไร ครอบครัว คนที่อยู่ข้างหลังเรา จะภูมิใจในทุกคำตอบของการกระทำของเราเสมอ

อย่างที่ Charlie สอนหนูน้อย Ben ว่า…

I want you guys to grow up to be kind and caring… and accepting of people. พ่ออยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจคนอื่น

Even if they make mistake.แม้ว่า พวกเค้าจะเคยทำผิดพลาดไปบ้างก็ตาม

So, Ben, don’t try to be so tough, okay? ดังนั้น,  Ben ลูกไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนแข็งแกร่งอะไรมากมาย

Just try to be your best. แค่ทำมันให้ดีอย่างที่สุด

That’s all that matters. เท่านั้นก็เพียงพอแล้วลูก…

 

 

 

 

 

 

 

No, I didn’t.  เปล่าครับ
 
 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

I think you got zero, than altered it to 100. Is that right? พ่อว่าลูกได้ศูนย์คะแนนแต่แก้เป็น 100 คะแนน ใช่มั๊ย 

 

 

 

 

 

 

 

 

Yes. But that’s not the same as cheating. ใช่ แต่ผมไม่ได้โกงข้อสอบนะ 

 

 

 

I don’t want you to be disappointed. ผมแค่ไม่อยากให้พ่อผิดหวังในตัวผม 
 
 

 

What’s wrong with you? Ti’s so tough to send you to that school. นี่ทำบ้าอะไร พ่อเหนื่อยแค่ไหนรู้ไหม กับการส่งแกเรียน

 

 

 

I’m sorry, Dad. ผมเสียใจครับพ่อ

 

 

I’ll say it again. Even thought we’re poor…  พ่อบอกไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าถึงเราจะจน…..

 

Okey, I know you,re so annoying.  เอาล่ะฮะ ผมรู้แล้ว พ่อเลิกวุ่นวายซะทีได้มั๊ยเล่า

Can you stop going on about it?  เลิกพูดเรื่องนี้มันซะทีได้มั๊ย

บ่อยๆที่เด็กๆจะไม่เข้าใจในความรักและปรารถนาดีที่พ่อแม่แสดงออก ซึ่งมักจะกลับกลายเป็นความจุกจิกจู้จี้และพูดเดิมๆซ้ำๆซากๆ แต่ในวันที่ไม่มีพ่อกับแม่แล้วอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อคิดได้ ยังไงการมีพ่อหรือแม่คอยพร่ำสอน บ่นจู้จี้ในเรื่องเดิมๆ มันย่อมดีกว่าการที่เราไม่มีใครเลยในโลกนี้นะ

นั่นคือความจริงของหนังที่ต้องการจะบอกเรา บรรดาลูกๆ ทั้งหลาย ถ้าเราไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ในโลกนี้ก็ไม่มีใครที่เราจะเชื่อฟังได้อีกแล้ว…

ความพยายามที่ CJ7 จะช่วยชีวิตพ่อของ Dicky จนทำให้ CJ7 ต้องเสียพลังงานและตายไปในที่สุดก็เป็นพ้อยท์หนึ่งของหนังที่เรียกความซึ้งมาเอ่อล้นที่ขอบตา… ในแบบฉบับธรรมดาของหนังดราม่าคอมเมดี้

หน้าหนังอาจจะเกินจริงแบบดูแล้วเหมือนเป็นหนังไร้สาระ แต่ถ้าดูเอาสาระ ก็ได้สาระ ปนเปื้อนรอยยิ้มและคราบน้ำตาแห่งความซึ้งใจได้เล็กๆในเวลากว่า 86 นาที

จากความรักของพ่อใน CJ7 ก็ให้นึกถึงความชุลมุนวุ่นวายในแคมป์แบบฉบับความรักที่มีพ่อเป็นต้นฉบับจาก Daddy Day Camp… 

 

 

  Charlie Hilton (Cuba Gooding Jr.) และ Phil Ryerson (Paul Rae) เป็นพ่อๆที่ไม่เห็นด้วยกับการปล่อยให้เด็กๆ ไปเข้าแคมป์ภาคฤดูร้อน เพราะพวกเค้ายังจำฝังใจกับประสบการณ์แย่ๆเมื่อสมัยเด็ก ไหนจะสัตว์เลื้อยคลานและโดนเพื่อนแกล้ง ระหว่างอยู่แคมป์

แต่เมื่อขัดใจภรรยาไม่ได้เค้าจึงจำเป็นต้องไปส่งลูกชายเข้าแคมป์ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นแคมป์สภาพเก่ากรุโกโรโกโส และเจ้าของแคมป์คู่แข่ง (Calona) มีโครงการที่จะซื้อมันเพื่อไปทำลาย Charlie จึงเกิดไอเดียว่าอยากจะซื้อเพื่อรักษาแคมป์นี้ไว้ และเพื่อที่ลูกชายของเค้าจะได้มีประสบการณ์ที่ดีล้วนๆในแคมป์ของตนเอง เพื่อความอุ่นใจในฐานะพ่อ

   

แต่โครงการดังกล่าวถูกขัดขวางจากภรรยาว่าการที่ประสบความสำเร็จจาก Daddy day Care มันไม่ได้หมายความว่า Charlie จะทำแคมป์ภาคฤดูร้อนได้สำเร็จ แต่แล้วก็ยากที่จะทัดทานความตั้งใจมุ่งมั่นของสามีได้ แต่เมื่อร่วมหุ้นแคมป์แล้ว ความจริงไม่เป็นอย่างที่คิด ลุงที่เค้าคิดว่าจะเป็นแกนนำบริหารแคมป์กลับตัดช่องน้อยพอตัวหนีไปพักผ่อนซะเฉยๆ เค้าและเพื่อนจึงรับภาระในการบูรนาการแคมป์เก่าๆนี่ ไม่เช่นนั้น แคมป์และทรัพย์สินที่มีเป็นอันต้องโดนยึด!

แม้เค้าจะบริหารแคมป์อย่างไร ความวุ่นวายก็ยังไม่จบแถมจำนวนเด็กที่ร่วมแคมป์ก็ลดจำนวนลงและผู้ปกครองก็เรียกร้องเงินคืน ฝ่ายสินเชื่อก็ตามทวงหนี้อยู่ไม่เว้นวัน

อีกทั้งแคมป์คู่แข่งก็มาหยามถึงถิ่นและท้าให้แข่ง กีฬา Intercamp Olympiad งานนี้ Drifwood Day Camp ต้องชนะการแข่งขันสถานเดียว เพื่อที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้เห็นในศักยภาพของการฝึกและเอาลูกหลานมาเข้าแคมป์ Drifwood เพราะไม่อย่างนั้นทั้งบ้านและทรัพย์สินของครอบครัวมีอันต้องโดนอายัดอย่างไม่มีข้อสงสัย… ถึงคราวที่ Charlie ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นพ่อ(ปู่) ก่อนที่อะไรมันจะเลวร้ายมากไปกว่านี้…..

ความใกล้ชิดของหลาน (Ben)-ปู่ (Col. Buck Hinton) ทำให้ภาพของปู่เป็นฮีโร่ในสายตาของ หลานพยายามที่จะเอาอย่าง  ฝึกความแข็งแกร่ง เพียงเพราะอยากให้ปู่ภูมิใจ ในขณะที่นับวันพ่อกลายเป็นคนขี้ขลาดในสายตาของทั้งเบนและเพื่อนๆในแคมป์ จนครั้งหนึ่งเบนไปหลงป่าเพราะอยากฝึกความแข็งแกร่งและเก่งได้อย่างปู่จนเป็นสาเหตุให้ชาลีโมโหถึงขั้น….

Let me tell you something about being tough, okay? เอาล่ะ พ่อมีบางอย่างจะบอกถึงการเป็นผู้เข้มแข็ง ตกลงมั๊ย

Being tough doesn’t necessarily make you a hero.  คนที่เข้มแข็ง ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นฮีโร่เสมอไป

Sometimes tough people grow up to be arrogant, selfish and stubborn. บางครั้งคนเข้มแข็งก็มักจะหยิ่งผยอง, เห็นแก่ตัวและก็แข็งกระด้าง

You guys just need to bee yourselves. And know that by being yourselves… you’re gonna be winners, no matter what.  พ่ออยากให้พวกเธอเป็นตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเป็นตัวของตัวเอง เธอก็เป็นผู้ชนะได้

Even if we choke like you? แม้จะดูขี้ขลาดอย่างคุณน่ะหรือ

แบบแผนการฝึกในแคมป์ที่เค้า ต้องการให้มันเป็นไป ต้องไม่ใช่วิธีการแบบทหาร เพราะมันเสี่ยงและอันตรายเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งทำให้เค้าคิดว่าตัวเองคิดผิดหรือเปล่าที่เอาพ่อที่เป็นทหารมาช่วยฝึกเด็กๆ ในครั้งนี้!!

นั่น… มันทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกเสียใจไม่น้อย…….

รุ่งเช้าของวันแข่งขันกีฬา XLV Inter camp Olympiad กับการหายไปของผู้บัญชาการ… สิ่งเดียวที่ลูกชาย Charlie ต้องทำคือการปรับความเข้าใจ ภรรยาของเค้าบอกว่า ลูกชายตัวเล็กจะได้ความสมบูรณ์แบบที่สุดถ้าพ่อกับปู่ร่วมมือกันและลงรอยกันสักที่

การปรับความเข้าใจ จากที่ Charlie คิดไปเองตลอดว่า เค้าไม่เคยทำให้พ่อภูมิใจได้เลย อย่างว่า คนที่เป็นลูกชาย ส่วนใหญ่มักจะมีพ่อเป็นต้นแบบ ลูกชายมักจะเลือกแบบแผนการเรียนรู้ชีวิตแบบลูกผู้ชายอย่างพ่อ เล่นกีฬาที่พ่อชอบ เลือกอาชีพแบบที่พ่อเป็น และนี่ล่ะที่ชาลีกังขาในใจมาตลอดเวลากว่า 30 ปีว่าตนไม่เคยทำอะไรให้พ่อภูมิใจได้เลย

แต่พ่อกลับบอกว่าเค้าภูมิใจในตัวลูกมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดศูนย์เลี้ยงเด็ก Daddy Day Care ในช่วงที่เค้าตกงาน มันเป็นเหมือนการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ซึ่งถ้าเป็นพ่อคงทำไม่ได้ เพราะเค้าถนัดแต่กับการทำอะไรที่เป็นแบบแผน

ผู้เป็นปู่รู้ดีว่า หลานเห็นตนเป็นฮีโร่ในสายตามากแค่ไหน แต่นั่น Ben ต้องทำความเข้าใจใหม่คือ พ่อของเค้าต่างหากที่เป็นฮีโร่ตัวจริง การที่พ่อดูขี้ขลาดในบางครั้ง นั่นเพราะเค้าเป็นห่วงและรักหลานที่สุดไม่อยากให้รับอันตรายต่างหาก หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีพ่อที่ชื่อ Charlie Hinton….

Don’t you realize he did all this just for you?  หลานรู้ตัวมั๊ย ว่านี่คือทุกอย่างที่พ่อทำเพื่อหลาน

You’re pretty lucky to have Charlie Hinton… as a farther.หลานโชคดีที่สุดแล้วที่มีชาลีเป็นพ่อ

He’s a better soldier than I’ll even be.  พ่อของหลาน เป็นทหารที่เข้มแข็งที่สุด

I could never run a camp like he can… ปู่คงไม่สามารถทำแคมป์แบบนี้ขึ้นมาได้

…or watch over you and your mom like he does. หรือดูแลหลานและแม่ของหลานได้ดีอย่างที่พ่อของหลานทำ

He may be a little overprotective…. But it’s only because he love you so much. บางที เค้าอาจดูขี้ขลาดไปบ้าง … แต่ทั้งหมดนั้น ก็เพราะพ่อเค้ารักหลานนะ

หนังเป็นการผจญภัยแบบเด็กๆ เหมาะที่จะเป็นหนังสร้างความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว ดูไปบวกอารมณ์ยิ้มอ่อนๆ กับความฮาใสๆ ของเด็กๆ แถมยังได้แอบลุ้น Drifwood camp ว่าจะเอาชนะการแข่งขัน Olympiad ได้หรือไม่

จากหนังทั้งสองเรื่อง ทำให้เห็นวิธีการสอนของคนเป็นพ่อที่อยู่คนละฟากฝั่งทวีป พ่อของ Dicky มักจะพูดพร่ำบ่นสอนในแบบเดิมๆ หลักการเดิมๆ ซึ่งเป็นการสอนแบบพ่อๆเอเชี่ยนสไตล์ ในขณะที่ Charlie จะเน้นที่การปฏิบัติจริงในแบบฉบับอเมริกันสไตล์ แต่ก็เพื่อบทสรุปเดียวกัน คือให้ลูกเป็นคนดี และเติบโตอย่างงดงาม บางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ชัยชนะหรือครอบครองการเป็นที่หนึ่ง ยิ่งถ้ามันเป็นไปในครรลองที่ไม่ถูกต้อง แต่ทำมันให้ดีที่สุดอย่างเต็มกำลังความสามารถที่เราจะทำได้ นั่นดีที่สุดแล้ว และไม่ว่าผลลัพท์จะออกมาอย่างไร ครอบครัว คนที่อยู่ข้างหลังเรา จะภูมิใจในทุกคำตอบของการกระทำของเราเสมอ

อย่างที่ Charlie สอนหนูน้อย Ben ว่า…

I want you guys to grow up to be kind and caring… and accepting of people. พ่ออยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความเห็นอกเห็นใจคนอื่น

Even if they make mistake.แม้ว่า พวกเค้าจะเคยทำผิดพลาดไปบ้างก็ตาม

So, Ben, don’t try to be so tough, okay? ดังนั้น,  Ben ลูกไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนแข็งแกร่งอะไรมากมาย

Just try to be your best. แค่ทำมันให้ดีอย่างที่สุด

That’s all that matters. เท่านั้นก็เพียงพอแล้วลูก…

 

 

 

 

 

 

 

ความอยากเอาชนะพ่อ Dicky ทำคะแนนได้จริงๆ และอยากจะเอาคะแนนสอบไปอวดพ่อ ให้พ่อภูมิใจแต่ก็สายไปเมื่อเค้าได้รับข่าวร้ายว่า พ่อประสบอุบัติเหตุที่ไซค์งานและเสียชีวิตในที่สุด!   

 

  

 

       

 

หนังแอคชั่นสุดมันส์ประจำปี ที่เข้าตากรรมการคงมี Vantage point เข้ารอบและอยู่ในอันอับต้นๆเป็นแน่แท้

Salamanca-Spain : เมืองซาลามังกา ประเทศสเปน

           

          

           

การประชุมสุดยอดแห่งสันติภาพจากผู้นำกว่า 150 ประเทศใจกลางจัตุรัสมายอ เพื่อลงนามในแผนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของประธานาธิบดีแอสตั๊น

จากเหตุการณ์ 911 เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนั้นกว่า 4,500 ชีวิต ทำให้สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการเรียกร้องหาสันติภาพและรวมมิตรประเทศเพื่อทำสงครามกวาดล้างเหล่าผู้ก่อการร้าย ซึ่งในเนื้อหนังพุ่งเป้าไปที่ชาติอาหรับ…

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดสดเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านช่องข่าว GNN ที่นำเสนอแต่ในแง่สนับสนุนและอวยสหรัฐ… ในขณะที่ปิดกั้นการนำเสนอกลุ่มที่ไม่พอใจและคิดเห็นไม่ตรงกันกับนโยบายของสหรัฐอเมริกา…

พร้อมๆกับเหตุการณ์ก่อการร้ายเพียงเสี้ยววินาที  ระเบิดใหญ่ 2 ครั้งใจกลางจัตุรัส กระสุนพุ่งเป้ายิงไปที่บุคคลสำคัญ…

การเดินเรื่องของหนัง เป็นการค่อยๆคลี่คลายความจริงทีละเปลาะ ผ่านการเล่าเรื่องจากบุคคลแปลกหน้าที่ต่างก็พัวพันในเหตุการณ์นาทีระทึกนี้ด้วยกัน 8 คน ผ่าน 8 ฉากเหตุการณ์จากหลายมุมมอง ที่กดปุ่มกลับไปประมาณ 23 นาทีย้อนหลัง โดยการตัดสลับภาพจากบุคคลแปลกหน้าเหล่านั้น ในการเดินหน้าหาความจริงเพียง 1 ความจริง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหนังไม่ทิ้งและลดความสำคัญของ Thomas Barnes (Dennis Quaid) เป็นผู้เชื่อมโยงความสำคัญของเหตุการณ์และเป็นตัวแปรคลี่คลายเฉลยปมของการลอบฆ่าในครั้งนี้

Thomas Barnes ผู้อารักขาประธานาธิบดีปฏิภาณดีคนหนึ่ง ที่ได้รับความวางใจจากประธานาธิบดี แต่การหายไปกว่า 6 เดือนจากเหตุการณ์ลอบฆ่าครั้งที่แล้ว และเค้าได้รับบาดเจ็บจากการรับกระสุนแทนประธานาธิบดี ทำให้ไม่มีใครตอบได้ว่า การทำหน้าที่เป็นผู้อารักขาจะกลับมาเต็มร้อยสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิม

แต่ทั้ง 90 นาทีของหนัง ก็ยืนยันความสมบูรณ์เต็มร้อยของเค้าได้ ชนิดที่แบบอึดเกินจริง เจ๋งสุดๆ! ทั้งเก่ง ฉกาจ ระห่ำ ห้าวหาญไล่ล่าแบบกัดไม่ปล่อย

เนื้อหนังนอกจากจะพยายามนำเสนอในมุมของ Thomas Barnes พระเอกของเราที่กล้าระห่ำ ผู้ไขปริศนาในทุกชอทเหตุการณ์ ไม่แปลกถ้าเราจะคิดว่า  ก็พระเอกของเราถูกสบประมาทไว้อย่างนั้น ว่าความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะในการอารักขาได้อ่อนด้อยลงไปจากเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งที่แล้ว การที่บาร์นต้องการพิสูจน์ว่าเค้าสามารถทำงานได้ เค้ายังพร้อมเต็มร้อยเหมือนเดิม นั่นคือเหตุผล!

แต่เอาเข้าจริงๆ การคลี่คลายปมของเรื่อง พระเอกตัวจริงของเราน่าจะเป็นภาพที่ได้จากการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวจากกล้องแฮนดิแคมของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐ รวมถึงภาพจากห้องควบคุมการถ่ายทอดสดจากโปรดิวเซอร์ข่าวการเมืองของ GNN ซะมากกว่า

การเล่าเรื่องของหนัง เป็นรูปแบบที่พบไม่บ่อยนักในหนังฮอลลีวูดเพราะเป็นการเล่าในสถานการณ์เพียงเสี้ยวขณะเวลาเดียวกัน การชนบรรจบกันของเหตุการณ์ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ความต้องการคำตอบจากปมปริศนาแห่งการลอบสังหารที่ผูกขึ้นในแต่ละชอทและค่อยๆคลี่คลายในแต่ละชอท ก็เพียงพอที่จะสะกดให้อยู่ใน 90 นาทีแห่งความมันส์ระทึก

โดยที่เอาเข้าจริงๆก็ไม่รู้ตัวว่าถูกสะกดให้ดูหนังโฆษณาเรื่องยาวที่ขายความเป็นพระเอกของชาติอินทรี, พระเอกบาร์นที่เป็นชาวอเมริกัน, นักท่องเที่ยวฮีโร่อีกคนก็เป็นชาวอเมริกันที่เก็บภาพอันเป็นตัวไขปริศนาของเหล่าผู้ก่อการร้าย(แถมในเรื่องเป็นคนสีผิวเสียด้วย), สถานีข่าว GNN (ฟังยังไงก็คล้าย CNN) สำนักข่าวของอเมริกันชน เก็บภาพที่ส่วนใหญ่ก็ช่วยพระเอกไขปริศนาการก่อการร้ายได้อีก ตามสูตร

อเมริกา เป็นสินค้าที่ดีในขณะที่ชาติอาหรับตะวันออกกลาง เป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้าย ที่หนังเรื่องนี้ยัดเยียดให้….

นอกจากข้างต้น เรายังมีสินค้าเป็นกล้องแฮนด์ดิแคมที่เก็บภาพได้ทุกสถานการณ์สำคัญๆ มีระบบป้องกันการสั่นสะเทือนเป็นเยี่ยมยังไม่พอ  ขนาดโดนระเบิดกระเด็นไปคนละที่คนละทางกับผู้ใช้กล้อง ยังเก็บขึ้นมาถ่ายต่อได้อีก ท่าทางแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นพระเอกตัวจริงระหว่างกล้องกับ Thomas Barnes

รถยนต์ที่ Thomas Barnes ขับไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายก็เกาะถนนเป็นเยี่ยม ระห่ำ ดุ ทน ซะจนอยากถอยมาขับสักคัน เพราะรถเล็กไซค์อย่างพระเอกขับในหนัง ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นธรรมดาก็ปลิวแล้วถ้าขับเกิน 80

อย่างไรก็ตามความมันส์ระทึกของหนังทำให้การถูกบอกขายของใน 90 นาทีพอที่จะให้อภัยได้ ที่อดชอบใจไม่ได้กับการมาของคุณธรรมจริยธรรมของตัวพ่อ ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายครั้งนี้ ที่อยู่ๆก็มีศีลธรรมขึ้นมา เมื่อขับรถหักหลบเด็กหญิงอันนากลางถนน ก็ไอ้ตัวพ่อคนนี้ไม่ใช่หรือที่เหนี่ยวไกปืนจากสัญญาณมือถือสังหารประธานาธิบดี, จุดชนวนระเบิดจากสัญญาณมือถือถึง 2 ครั้ง, ฆ่าน้องชายของมือปืน เวียร์, ฆ่าตากล้องปลอม แถมท้ายเรื่องยังจะลุกขึ้นมายิงพระเอก แต่สุดท้าย….

ถ้าดูแบบเอามันส์ ไม่ลืมว่าการดูหนังเป็นเพียงความบันเทิงอย่างหนึ่ง  ก็ถือว่า Vantage point เป็นหนังแอคชั่นมันส์ระห่ำที่น่าดูโดยไม่มีเหตุผลอีกเรื่องหนึ่งประจำปีนี้ที่ดีกรีความมันส์ไม่แพ้หนัง The Bourne Ultimatum อย่างแน่นอน…. 

จากฉากมุมบนจัตุรัสมายอ พุ่งเป้าสังหารไปที่ประธานาธิบดี บรรยากาศทำให้นึกถึงฉากลอบสังหารใน Shooter ไม่ได้ จากประเด็นเริ่มต้นที่การลอบสังหารเหมือนกัน แต่เล่นกับคนดูต่างกัน

ถ้า Vantage point ใช้ปืนกลที่ตั้งพิกัดยิงและเหนี่ยวไกโดยสัญญาณมือถือ อาจด้วยเทคโนโลยีของยุคสมัย อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ทำงานแทนเราได้แต่ใน Shooter การจะลอบสังหาร ในเหตุการณ์มันต้องอยู่ภายใต้พิกัดที่มีการคำนวณล่วงหน้า ไม่ว่าจะอุณหภูมิ พิกัด อากาศ ความชื้นตลอดจนแรงลม การลอบสังหารเหมือนกันแต่วิธีการต่างกัน…

ความมันส์ก็ต่างกัน หยิกเข้าประเด็นการเมืองก็ต่างประเด็นกัน!

 

           

           

Bob Lee Swagger (Mark Wahlberg) – พลแม่นปืนสังกัดนาวิกโยธิน จากปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษในเอธิโอเปีย โดยมี Donnie (Lane Garrison) คู่หูบอกพิกัดยิง แต่ก็เป็นเพียง Swagger ที่รอดชีวิตจากปฏิบัติการเพื่อชาติครั้งนั้นทั้งที่ถูกทอดทิ้งจากหน่วยบัญชาการ และถูกทางการจำหน่ายว่าตายแล้ว
Swagger ปลีกตัวเองตัดขาดจากโลกภายนอก อยู่อย่างสงบและสันโดษบนเทือกเขาใหญ่ โดยมีแซมหมาคู่ใจเป็นเพื่อน

แต่หลังจากนั้น 36 เดือน Swagger ถูกทางการขอความช่วยเหลือโดยให้วางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อที่ทางการจะได้สกัดกั้นการลอบสังหารจริงจากฝ่ายผู้ก่อการร้าย เพราะในวงการ Swagger จัดว่าแม่นปืนระดับพระกาฬ แต่เค้าพยายามที่จะปฏิเสธทุกกรณี หากแต่ถ้า Colonel Johnson (Danny Glover) ไม่ยกเรื่องรักชาติและการสาบานตนที่จะคงไว้ซึ่งการรักษาไว้ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกามาอ้างแล้วละก็ เพราะเรื่องรักชาติมันเป็นสิ่งที่อ้างไม่ได้ไม่งั้นพระเอกของเรามีอันต้องของขึ้น

เมื่อเขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ (คิดไปเอง) เพราะที่จริงเป็นการลอบสังหาร อาร์ค บิชอป Swagger เองก็ถูกหักหลัง และกลายเป็นแพะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะมันเป็นแค่ฉากบังหน้าของพวกแสวงหาประโยชน์ในคราบของหน่วยบัญชาการพิเศษของสหรัฐ

ความสนุกระห่ำระทึกใจ มันดำเนินไปอย่างเงียบๆ ไม่เอิกเกริกหวือหวาเหมือน Vantage point แต่เต็มไปด้วยความน่าติดตามมีชั้นเชิงและเป็นหนังแอคชั่นขั้นคลาสสิค

ความสนุกมันไม่ได้อยู่ที่ความอลังของฉาก หรือนักแสดงที่เป็นแม่เหล็กมากมาย แต่เนื้อหนังเล่นกับชั้นเชิง ปฏิภาณความหลักแหลมของ Bob Lee Swagger ว่าจะมีกลวิธีเอาตัวเองรอดออกมาจากสถานการณ์คับขัน

การใช้เทคนิคโน้มน้าวให้ Nick Memphis FBI แกะดำในสายตาของเพื่อน FBI ด้วยกันมาเป็นพวก และร่วมกันทำภารกิจปลดปล่อยตัวเองให้รอดพ้นจากมลทินได้อย่างไร

Memphis: You set me up and you used me as bait! แกใช้ฉันเป็นนกต่อ

Swagger: You think? Flushed them out, didn’t it? คิดงั้นเหรอ แต่ก็ได้ผลนี่ กะจะจับเป็น แต่ดูท่าแล้วพวกมันเก็บนายแน่

Memphis: I was kind of hoping to keep one alive, but they were kind of determined to kill you. You can hire a good lawyer, and I’ll call the Bureau. They can work out some kind of deal. This is explainable. You can prove that you didn’t shoot the archbishop.  หาทนายเก่งๆ เดี๋ยวติดต่อทางการได้ น่าจะมีทางตกลงกันได้ที่ยังพอมีทางพิสูจน์กันได้ว่านายไม่ได้ฆ่าอาร์คบิชอบ

Swagger: I don’t think you understand. These boys killed my dog. นายคงไม่เข้าใจ มันฆ่าหมาของฉัน

Memphis: Hey! This is the 21st century. You can’t go to war with these people. In the end, the law is all… เฮ้! ศตวรรษที่ 21 แล้วใช้กำลังกับพวกนี้ไม่ได้หรอก เราต้องใช้กฏหมาย

Swagger: In the end, the law’ll never catch and hold them. In a year or two they’ll be back in business. New name, New messenger boys, same old story. And I’ll be dead. It’s gonna be some hard, hary work, pork. There’s gonna be more shooting, and more people are gonna die…   กฎหมายเอาพวกนี้ไม่อยู่หรอก ไม่กี่ปีก็ได้ออกจากคุกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแก๊งค์ แต่ไม่เปลี่ยนสันดานเลว มันตามเก็บฉันแน่ งานนี้ดูท่าจะต้องมีคนยิงกันอีกเยอะ

Now, I didn’t start it, but be sure as hell I mean to see it through. So you get it straight, you in or you out?  ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มแต่จะจบมันเอง ถามตรงๆเลย นายจะเอาด้วยมั๊ย…

ความสะใจของหนังมันเข้าทางคนดูตรงที่ว่า พระเอกใช้ศาลเตี้ยและสู้นอกเกม นอกกฎหมายจัดการเก็บเหล่าร้ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ เรียกว่ากวาดล้างแบบไม่เหลือซาก

สเน่ห์ของหนังอยู่ที่การจับวาง Mark Wahlberg กับบทของ Bob Lee Swagger ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ดูเหมือนพระเอกของเราจะถนัดกับบทตำรวจและชินกับความดิบเถื่อนเป็นอาชีพ, ข้อมูลของปืนและการใช้ปืนในหนังทำเอาเราต้องเก็บกลับมาศึกษาถึงข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้

ดูแล้วการเอาตัวรอดของพระเอกมันออกจะไม่ธรรมดาแค่เอาตัวรอด แต่กลับซับซ้อนโยงใยเข้าถึงเบื้องหลังที่มาของเหตุการณ์ 911, การทรมานทหารอิรักในคุก รวมถึงความไม่สงบในอัฟกานิสถาน การล้างบางชาวอัฟกันในหมู่บ้านที่เป็นทางผ่านของท่อน้ำมัน

ทั้งหมดนี้เหตุเกิดจากความละโมบผลประโยชน์ของตำรวจร้ายและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูง

Shooter ทำให้อเมริกันชนเกิดอาการ Fashioned American Virtue อยู่พักใหญ่และถวิลหาตำรวจต้นแบบอย่าง Bob Lee Swagger

และสะใจกับจุดจบของเหล่าร้ายที่ฉาบในคราบนักการเมืองและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูงที่มีสันดานเดียวกันทั่วโลก

Shooter คือบทสรุปของความมันส์ สะใจ บู๊คลาสิคและแนวเรื่องตามใจคนดูในแบบฉบับที่คนดูอยากให้เป็น แต่ออกจะโอเวอร์แอคชั่นไม่แพ้ Vantage Point แต่ก็อย่างว่า ดูเอามันส์ เพราะการดูหนังเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง เท่านั้นเอง!!

 

 

            Alison – สาวสมัยใหม่เวริ์คกิ้งวูแมนอนาคตไกล ที่กำลังได้รับการโปรโมทให้เป็นพิธีกรเบื้องหน้า จากสถานีต้นสังกัด มองดูแล้ว หน้าที่การงานของเธอออกกำลังจะไปได้สวย วันนั้นเองที่เธอได้รับข่าวดีจากผู้บังคับบัญชาว่าเธอได้เป็นพิธีกรหลักของรายการ เธอและพี่สาว จึงไม่รอช้าที่จะออกไปโลดแล่นตะลุยราตรีสังสรรค์ในยามค่ำคืนในผับที่สาวๆสวยๆ ก็มักจะถูกอ้าแขนรับและให้เข้าไปเที่ยวอย่างไม่ต้องรอคิวหน้าผับ และคืนนั้นเธอเองก็สนุกสุดๆ และบังเอิญเธอได้รู้จักกับหนุ่มกิ๊กก๊อก ไม่เป็นโล้เป็นพายในชีวิต เสเพล ไม่ทำมาหากินอะไร นอกจากพี้กัญชาไปวันๆ และยึดอาชีพหลักกับบรรดาหนุ่มๆสปีชี่ส์เดียวกันกับการเปิดให้บริการเว็บไซด์ดูฉากเลิฟซีนโป๊เปลือยออนไลน์….           
                     ทั้ง Alison และ Ben สนุกกันแบบสุดเหวี่ยงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และลงท้ายที่ sex เพียงชั่วข้ามคืน หรือ one night stand sex ที่เป็นบทสรุปของการมีเพศสัมพันธ์จากฤทธิ์แอลกอฮอล์และการบรรจบกันของความพึงพอใจในชั่วข้ามคืน… รุ่งเช้า สร่างเมา ต่างคนต่างแยกย้าย
                        จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ 8 สัปดาห์ Alison ออกอาการส่งสัญญาณว่าตัวเองเข้าข่ายท้อง! โดยที่ตัวเธอเองแทบจะลืม คืน one night stand นั่นไปแล้วด้วยซ้ำ!! แต่เมื่อผลตรวจอย่างเป็นทางการจากหมอ ว่าเธอท้อง นั่นคือ ทิศทางของชีวิตในบทตอนต่อไป มันจะไปในทิศทางใด เธอจะก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ของปัญหาชีวิตไปได้อย่างไร
            แม่ของ Alison ให้คำแนะนำว่า…  ควรที่จะเอาเด็กออก!  กำจัดตัวการสำคัญที่จะสกัดดาวรุ่งในชีวิตของเธอออกไปซะให้พ้นๆ ก่อนที่อนาคตของพิธีกรสาวอนาคตไกลจะต้องมาจบลงในสภาพแม่ท้องโย้… ทั้งที่ยังไม่ผ่านพิธีการแต่งงานใดๆทั้งสิ้น! ในขณะที่..            พ่อของ Ben กลับตื่นเต้น! กับเรื่องนี้ การที่เค้าจะได้เป็น ปู่ ลูกชายของเค้า (Ben) จะได้เป็นพ่อคน นั่นคือสิ่งที่เค้าเรียกมันว่า สิ่งที่วิเศษที่สุด!

            ….. ในการตัดสินใจ Alison เลือกที่จะเก็บเด็กไว้ และคิดว่าเธอควรที่จะทำการตกลง ร่างสนธิสัญญาการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ไม่คาดคิดของเธอและเค้า ว่าจะก้าวข้าม ผ่านช่วงนี้ของชีวิตและดูแลอีกชีวิตที่กำลังจะเกิดอย่างไร……

            การเริ่มคบ ที่ต่างฝ่ายจะต้องไปทำความรู้จัก กับบุคคลแวดล้อม…..

            Ben ชายหนุ่มอ้วนกลมวัย 25 ปี ที่ดูจะไม่เอาถ่านสุดๆในสายตาของพี่สาวของ Alison ยิ่งเธอเองก็มีประสบการณ์ชีวิตคู่ที่ไม่ได้ดั่งใจ กับสามีเฮงซวย! เธอเองอดที่จะหยัน Ben เสียมิได้ มันช่างไม่คู่ควรกับน้องสาวของเธอเอาเสียเลย!

            Alison สาวสวยอนาคตไกลและทำท่าว่าจะรุ่งเอามากๆ การที่เธอเริ่มที่จะคบหา Ben มากขึ้น เธอเองต้องไปบ้าน (หรือจะเรียกว่าแหล่งซ่องสุมดี) เธอก็พบว่า สิ่งที่เธอเห็นมีแต่แก๊งค์เพื่อนจอมลามกทั้งหลาย พี้กัญชา หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเซ็กซ์    …โอ้! นี่เธอกำลังเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ไอ้ผู้ชายห่วยๆ อย่างนั้นรึเปล่า!

            แต่ทั้งสองพยายามที่จะปรับพฤติกรรมเข้าหากันและทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่ออีกหนึ่งชีวิตที่ได้ถือกำเนิดขึ้นและจะออกมาทักทายโลกในเร็ววันนี้ ……… จนกระทั่ง การตกหลุมรักเกิดขึ้นจริงๆ

            ค่ำวันหนึ่ง…. Ben คุกเข่าลงต่อหน้า Alison พร้อมเปิดกล่องแหวน………. (เปล่า) และให้คำมั่นว่า …. Look! Alison, I’m sure this isn’t, how you picture it being exactly, and it’s not how I wanted it to be, but that is why I’m presenting you this empty box. ฟังนะ!อลิสัน ผมมั่นใจว่าภาพแบบนี้มันคงไม่เคยอยู่ในความคิดของคุณ ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงให้กล่องแหวนเปล่าเป็นของขวัญคุณ

            It’s a promise, Alison. มันเป็นคำสัญญานะอลิสัน

            It’s a promise that one day I will……  ผมสัญญาว่า.. สักวันหนึ่งผมจะทำมัน…

            I will fill this box with a ring that you deserve, a beautiful ring. ผมจะเติมกล่องนี้ให้เต็ม ด้วยแหวนที่ควรค่าและสวยที่สุดสำหรับคุณ

            And I can’t afford it yet…  แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่มีปัญญา

            I’ve picked it out already, though, and it’s at DeBeers, and it’s really nice. ผมไปดูมันมาแล้ว ที่ร้านเดอบีส์ มันสวยมาก…

            So basically I’m asking you, will you marry me?  คือ จริงๆแล้วผมจะบอกว่าแต่งงานกันมั๊ย…

            Because I’m in love with you.  เพราะผมตกหลุมรักคุณเข้าให้แล้ว.

            กับการรู้จักที่จะเรียนรู้กันใน 17 สัปดาห์

            มันได้ชวนคิดตรงที่ว่า การตั้งท้อง โดยอุบัติเหตุมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในยุคออนไลน์ปัจจุบัน หากแต่ว่าหนทาง วิธีการทีจะจัดการกับปัญหาที่จะไม่ทำให้เกิด ปัญหาสังคม นั่นเป็นจุดหักเหที่น่าขบคิด กรณีอย่าง Ben และ Alison ทั้งคู่โชคดีที่วันนึงเกิดมา ตกหลุกรัก กันเข้าจริงๆ

ต่างฝ่ายต่างพยายามเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย ไม่ยี่หระตั้งแง่ แม้ว่าบางทีจะมีความไม่เข้าใจกันบ้าง สุดท้าย มันก็เป็นอีกครอบครัวที่เริ่มต้นได้ไม่เลว….

ดู Knockedup จบลงก็อดคิดถึงหนังเรื่อง Waitress ไม่ได้ ต้องหยิบขึ้นมาดู

 

มันเป็นเรื่องราวของสาวเสริ์ฟร้านพายเล็กๆ ชานเมือง ต้นเหตุของเรื่องมันก็เป็นการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์แต่จะต่างกันตรงที่ การท้องของ Jenna นั้นเป็นเหมือน บ่วงพันธนาการ และเต็มไปด้วยความชิงชังชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้น

 

          

เพราะ Jenna ต้องการที่จะปลดปล่อยตัวเองจากชีวิตคู่ที่เส็งเคร็งและสามีจอมบงการ ใจแคบและขี้อิจฉา เธอแอบซ่อนเงินไว้ทั่วทุกที่ของบ้านเพื่อที่จะหนี! ……. แต่แล้ว เธอกลับมาท้องเสียก่อน! ทั้งที่การ ท้อง ของ Jenna มันไม่ได้ผิดขนบธรรมเนียมประเพณีแต่อย่างใด เพียงแต่ เธอหมดรักในตัวสามีสุดห่วยอย่างกู่ไม่กลับ การมีลูกจึงเป็นสิ่งที่เธอรังเกียจและไม่เคยพึงปรารถนา…..

อารมณ์ของหนังค่อนข้างที่จะหดหู่แต่ก็ปลอมปนไปด้วยกลิ่นไอของความโรแมนติก….

Jenna ตกอยู่ในห้วงของความรักอีกครั้งเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ของเธอ เค้าช่างเป็นหนุ่มใหญ่ สุภาพ อบอุ่นและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ดูแลเทคแคร์ มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยได้รับจากไอ้สามีจอมบงการของเธอเลยทีเดียว! ผิดตรงที่เค้าแต่งงานมีครอบครัวแล้ว!!

ความผิดบาปชวนให้ยิ่งหดหู่อย่างยากที่จะหาที่ตั้งของความมี มนุษยธรรม คือฉากหนึ่งที่  Becky และ  Dawn ซื้อของขวัญเป็นสมุดบันทึกสำหรับ คุณแม่ เพื่อให้ Jenna ได้บันทึกทุกความรู้สึกถึงลูกน้อย… ในทางกลับกัน Jenna  มีแต่……..

At this point, the baby’s the only financial asset I have…….. if I don’t win that contest. เด็กนี่จะเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ฉันมีและจะขายมันเพื่อให้ได้เงินมาหากฉันไม่ชนะการประกวด

……………………………..

Not everybody want to be a mama, Dawn. ไม่ใช่ทุกคนจะอยากเป็นแม่คนนะดอล์น

That don’t make me a bad person. นั่นไม่ได้ทำให้ฉันเป็นคนไม่ดี

………………………………

I respect this baby’s right to thrive. ฉันจะเอาใจใส่เด็กนี่ให้เติบโตด้วยดีจนกระทั่งคลอด

I do nothing harmful to it. ฉันจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เค้าเกิดอันตราย

I don’t drink. I watch me diet.  ฉันจะไม่ดื่มเหล้าไม่อดข้าว

But, no, I feel nothing like affection. แต่ไม่ ฉันจะไม่มีวันรักเด็กนี่!

Maybe that man smothered all the affection out of me. บางทีไอ้ผัวเฮงซวยนั่น คงทำให้ความรักเหือดแห้งไปจากฉันจนหมดแล้วก็ได้

I don’t know. ไม่รู้สิ

…………………….

จากเนื้อหนัง ออกจะมีหลายจุดหลายสิ่งที่ผิดแผกแหกขนบและห่างไกลความถูกต้อง แต่อารมณ์ร่วมของหนังมันกลับทำให้สิ่งเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางความโรแมนติกและคุกรุ่นไปด้วยความถวิลหาและเย้ายวนของอารมณ์รัก….  อย่างกับช็อคโกแล็ตรสขมปี๋ปนเปื้อนในบลูเบอร์รี่พายอันแสนหวานอร่อย….

จากหนังทั้งสองเรื่อง ในมุมมองของหนังที่แตกต่างกัน แต่ก็เหมือนกันตรงที่ทำให้เรื่อง การท้อง ของลูกผู้หญิง โดยทั้งที่ไม่ได้ตั้งตัวหรือตั้งใจ กลับกลายเป็นเรื่องที่สวยงามกับอีกหนึ่งชีวิตที่ถือกำเนิดมา เป็น สิ่งที่วิเศษที่สุด

เหมือนที่พ่อของ Ben พยายามสอนลูกชาย (Ben) ในตอนที่มาขอคำปรึกษา

หรือตอนท้ายของหนัง Waitressที่ Jenna เบ่งเด็กน้อย Lulu ออกมาจนแล้วจนรอดก็ยังไม่อาจละทิ้งความชิงชังในตัวเด็กน้อยลงได้ จนกระทั่งสัมผัสแรกของความเป็นแม่ การได้โอบอุ้ม กายใจได้สัมผัส ความรู้สึกของ Jenna ก็เปลี่ยนและรู้สึกได้ถึง ความวิเศษที่สุด ที่เธอเพิ่งเคยได้สัมผัส…..

 

 
 
 
 

 

 

 

จาก…Enchanted ถึง Star Dust … ต่อ

 

…… ครั้งหนึ่งนักปราชญ์ท่านหนึ่งตั้งคำถามไว้ว่า

เราเป็นมนุษย์ เพราะเรามองฟ้าดูดวงดาว….

หรือว่าที่เรามองดวงดาวเพราะเราเป็นมนุษย์กันแน่ ?

ซึ่งที่จริงนั้นไร้ความหมาย ดวงดาวมองเราตอบงั้นรึ ?

นั่นคือปัญหา….. แต่ผมชักคิดอะไรเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว

การผจญภัยของเราเริ่มต้นจากตรงนี้…

เปิดฉากโหมโรง หนังก็สะกิดใจคนดูซะจนมีอันต้องกลับมาขบ ว่า……..นั่นสิ! เวลาที่เราแหงนหน้ามองดู ดาว เราเคยมีคำถามไหมว่า แล้วดวงดาวมองกลับมายังเราบ้างหรือไม่….

เรื่องราวการผจญภัยแห่งรักเริ่มต้นจาก…. ชีวิตวัยหนุ่มของพ่อของ Tristan Thon (Charlie Cox) ที่ต้องการท้าทายอยากรู้ความลับของอีกดินแดนที่ถูกกั้นด้วยกำแพงวิเศษ ดินแดนนั้นเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครรู้ได้ว่านอกจากผืนหญ้าที่มองเห็นแล้วมีสิ่งใดมากกว่านั้น!

ในดินแดนแห่งเวทมนต์  Dunstan Thorn (พ่อของพระเอก)ได้พบรักกับเจ้าหญิงแห่ง Stormhold และมีให้กำเนิด Tristan ในที่สุด…

หลังจากนั้น 18 ปี เหมือนฉายหนังซ้ำรอบเก่า Tristan ยึดมั่นในรักแท้ และเฝ้าพยายามเอาชนะใจหญิงที่ใฝ่ปอง (Victoria) เค้าโตเป็นหนุ่มวัยคะนองที่ตามหารักแท้ โดยที่เค้าเองก็ไม่รู้ในสายเลือดพิเศษที่มีอยู่ในตัวเค้าเอง…

วันหนึ่ง ขณะที่เดทกับ Victoria เขาให้คำมั่นว่า ขอเพียงเจ้ายินดีจะแต่งงานกับข้า แม้ดาวตกดวงนั้น ข้าจะไปตามหานำมาให้เจ้า….

………………………………………

ดินแดนอีกฟากหนึ่งที่ถูกกั้นด้วยกำแพง เป็นดินแดนแห่งเวทมนต์ที่มีชื่อว่า Stormhold กำลังจะแต่งตั้งผู้ที่จะมาเป็นรัชทายาท หากเป็นผู้ที่นำสร้อยอำพันของพระราชากลับคืนสู่ดินแดน Stormhold เท่านั้นจึงจะได้เป็นพระราชาองค์ต่อไป….

แต่แล้วสร้อยเส้นนั้นก็ลอยล่องขึ้นเหนือท้องฟ้า…..

นี่เจ้าเป็นดาวเหรอ.. Tristan ประหลาดใจเมื่อเห็นว่า สะเก็ดดาวตกที่เค้าตั้งใจจะนำมันไปเป็นของขวัญแก่ยอดดวงใจกลับกลายเป็นหญิงสาว… แต่อย่างไรซะ เค้าก็ต้องนำเธอไปฝากวิคตอเรียให้จงได้ จากนั้น…การผจญภัยก็เริ่มขึ้น!

เมื่อ ดาว ต่างเป็นสิ่งที่ใครๆก็ต้องการ แม่มดสาวสองพันปี หากได้ลิ้มหัวใจของดาว อานุภาพของมันจะทำให้เธอทั้งสาวและสวยอย่างอมตะ ส่วนเจ้าชายจาก Stormhold ก็ต้องการสร้อยอำพันเพื่อนำกลับไปยังดินแดนมหัศจรรย์ และจะดีแค่ไหน หากยังคงความอมตะอีกด้วย…

จากเรื่องราวของหนัง เราได้ปล่อยอารมณ์ไปกับจินตนาการของผู้สร้างถึงดินแดนมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะสิงสาราสัตว์ที่แปลกประหลาด, ดอกไม้นำโชค Snowdrop, เทียนลัดฟ้าบาบิโลน ฯลฯ ดินแดนแห่งเวทมนต์และความมหัศจรรย์ ทำให้เราเพลิดเพลินตามเรื่องราวที่เป็นแฟนตาซีจนแทบจะไม่มีอารมณ์เบื่อหรือกล่อยแทรกขึ้นมาตลอดเวลา 127 นาทีของหนัง

ระหว่างการผจญภัย ทั้งพระเอกและนางเอกได้ใกล้ชิด ช่วยเหลือกัน ทำให้มีความรู้สึกดีๆและสรุปลงตรงที่ต่างก็ตกหลุมรักกันในที่สุด จวบจนตอนท้ายที่ Tristan ค้นพบว่า… รักแท้ที่เค้าเฝ้าตามหาได้อยู่ข้างๆเขานี่แล้ว จึงตัดสินใจจะไปบอกกับวิคตอเรียว่า เขาพบรักแท้และตัดสินใจจะครองรักกับนางผู้นั้นแล้ว…

แต่มีเหตุให้พระเอกของเราต้องกลายเป็นหนู… ตอนนั้นเองที่หนังได้หลุดประโยคดีๆซึ้งกินใจจนอดนำมาฝากคุณผู้อ่านไม่ได้ Yvaine นางเอกของเราพูดกับพระเอก Tristan ว่า…

You know when I said I knew little about love? ที่เจ้าเคยบอกว่า ข้าไม่รู้จักความรักน่ะ

Well, that wasn’t true. อันที่จริงแล้ว ข้ารู้จักความรักดี

I know a lot about love. I’ve seen centuries and centuries of it. รู้จักมากด้วย เห็นมาก็เยอะ

And it was the only thing that made watching your world bearable. และเห็นจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่ทำให้ข้ามีใจที่จะมองลงมายังโลกของเจ้า

All those wars, Pain and lie, Hate โลกที่มีแต่สงคราม ความเจ็บปวดและความชิงชัง

Made me wants to turn away and never look down again.ที่ทำให้ข้า ไม่อยากแม้แต่จะมองลงมาอีก

But to see the way that mankind loves. แต่เมื่อเห็นคนรักกัน

I mean, you, could search the furthest reaches of the universe and never find any thing more beautiful. ข้าหมายถึง, เจ้า, จะหาไม่ได้แล้วในจักรวาลและไม่มีอะไรที่จะงดงามกว่า

 So, yes I know that lone is unconditional. But I also know it can be unpredictable. แม้ว่า ใช่, ข้ารู้ว่ารักไม่มีเงื่อนไข, ไม่อาจคาดเดา

Unexpected, Uncontrollable, unbearable and well, strangely easy to mistake for loathing.

รักเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง, และยากที่จะควบคุมและง่ายที่จะเข้าใจผิดว่าเป็นความเกลียดชัง

แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่เคยที่จะหยุดรัก เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงนิยามของความรักว่า การที่มนุษย์และดวงดาวที่แม้จะอยู่บนฟากฟ้า ต่างมีความรักต่อกัน มันเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่มีเงื่อนไข นั่นคือความรักไม่มีขอบเขตอันใดมาจำกัดมันได้ นอกจากตัวมันเอง…..

อยากให้ได้ดูหนังเรื่องนี้… อยากให้ผจญภัยไปในดินแดนมหัศจรรย์แห่งรักที่โรแมนติกและตื่นเต้น ระบายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไปกับมุขฮาๆตลกร้ายแต่น่ารักของ Robert De Niro (Captain Shakespeare) ที่ปรากฏตัวเมื่อไหร่ เป็นอันมีฮา

ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่ารักให้อะไรได้มากกว่ารัก…. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า รัก เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โลกนี้ช่างน่าอยู่…. แต่จงเชื่อว่าเมื่อมีรัก รักจะชนะทุกสิ่ง…

จากหนังรักแฟนตาซีทั้งสองเรื่อง หลังจากดูจบก็ได้โลกอีกใบที่สวยงามและสดใส มีมุมมองใหม่ๆในเรื่องของความรัก

แม้หนังมันจะเป็นเพียงหนังและช่างไกลกับความเป็นจริง แต่กับเวลาไม่กี่ชั่วโมงความบันเทิงที่ว่าก็ช่วยสลัดความทุกข์ให้กับบางคนที่อารมณ์หม่นหมอง บอบช้ำบาดเจ็บจากโลกแห่งความเป็นจริง

แม้มันจะเป็นการเยียวยาเพียงเวลาสั้นๆ หากเทียบกับการต้องผจญบนโลกที่มีสงครามทุกวัน มันก็พอจะสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาทำอะไรดีๆให้มีค่าและรักที่จะหายใจต่อบนโลกนี้ต่อไป โลกที่มีดวงดาวอีกมากมายนับร้อยนับพันเฝ้ามองลงมา….

 

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.