Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

       

 

หนังแอคชั่นสุดมันส์ประจำปี ที่เข้าตากรรมการคงมี Vantage point เข้ารอบและอยู่ในอันอับต้นๆเป็นแน่แท้

Salamanca-Spain : เมืองซาลามังกา ประเทศสเปน

           

          

           

การประชุมสุดยอดแห่งสันติภาพจากผู้นำกว่า 150 ประเทศใจกลางจัตุรัสมายอ เพื่อลงนามในแผนปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายของประธานาธิบดีแอสตั๊น

จากเหตุการณ์ 911 เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนั้นกว่า 4,500 ชีวิต ทำให้สหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีในการเรียกร้องหาสันติภาพและรวมมิตรประเทศเพื่อทำสงครามกวาดล้างเหล่าผู้ก่อการร้าย ซึ่งในเนื้อหนังพุ่งเป้าไปที่ชาติอาหรับ…

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดสดเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านช่องข่าว GNN ที่นำเสนอแต่ในแง่สนับสนุนและอวยสหรัฐ… ในขณะที่ปิดกั้นการนำเสนอกลุ่มที่ไม่พอใจและคิดเห็นไม่ตรงกันกับนโยบายของสหรัฐอเมริกา…

พร้อมๆกับเหตุการณ์ก่อการร้ายเพียงเสี้ยววินาที  ระเบิดใหญ่ 2 ครั้งใจกลางจัตุรัส กระสุนพุ่งเป้ายิงไปที่บุคคลสำคัญ…

การเดินเรื่องของหนัง เป็นการค่อยๆคลี่คลายความจริงทีละเปลาะ ผ่านการเล่าเรื่องจากบุคคลแปลกหน้าที่ต่างก็พัวพันในเหตุการณ์นาทีระทึกนี้ด้วยกัน 8 คน ผ่าน 8 ฉากเหตุการณ์จากหลายมุมมอง ที่กดปุ่มกลับไปประมาณ 23 นาทีย้อนหลัง โดยการตัดสลับภาพจากบุคคลแปลกหน้าเหล่านั้น ในการเดินหน้าหาความจริงเพียง 1 ความจริง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื้อหนังไม่ทิ้งและลดความสำคัญของ Thomas Barnes (Dennis Quaid) เป็นผู้เชื่อมโยงความสำคัญของเหตุการณ์และเป็นตัวแปรคลี่คลายเฉลยปมของการลอบฆ่าในครั้งนี้

Thomas Barnes ผู้อารักขาประธานาธิบดีปฏิภาณดีคนหนึ่ง ที่ได้รับความวางใจจากประธานาธิบดี แต่การหายไปกว่า 6 เดือนจากเหตุการณ์ลอบฆ่าครั้งที่แล้ว และเค้าได้รับบาดเจ็บจากการรับกระสุนแทนประธานาธิบดี ทำให้ไม่มีใครตอบได้ว่า การทำหน้าที่เป็นผู้อารักขาจะกลับมาเต็มร้อยสมบูรณ์แบบได้เหมือนเดิม

แต่ทั้ง 90 นาทีของหนัง ก็ยืนยันความสมบูรณ์เต็มร้อยของเค้าได้ ชนิดที่แบบอึดเกินจริง เจ๋งสุดๆ! ทั้งเก่ง ฉกาจ ระห่ำ ห้าวหาญไล่ล่าแบบกัดไม่ปล่อย

เนื้อหนังนอกจากจะพยายามนำเสนอในมุมของ Thomas Barnes พระเอกของเราที่กล้าระห่ำ ผู้ไขปริศนาในทุกชอทเหตุการณ์ ไม่แปลกถ้าเราจะคิดว่า  ก็พระเอกของเราถูกสบประมาทไว้อย่างนั้น ว่าความสมบูรณ์ของสติสัมปชัญญะในการอารักขาได้อ่อนด้อยลงไปจากเหตุการณ์ลอบสังหารครั้งที่แล้ว การที่บาร์นต้องการพิสูจน์ว่าเค้าสามารถทำงานได้ เค้ายังพร้อมเต็มร้อยเหมือนเดิม นั่นคือเหตุผล!

แต่เอาเข้าจริงๆ การคลี่คลายปมของเรื่อง พระเอกตัวจริงของเราน่าจะเป็นภาพที่ได้จากการบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวจากกล้องแฮนดิแคมของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐ รวมถึงภาพจากห้องควบคุมการถ่ายทอดสดจากโปรดิวเซอร์ข่าวการเมืองของ GNN ซะมากกว่า

การเล่าเรื่องของหนัง เป็นรูปแบบที่พบไม่บ่อยนักในหนังฮอลลีวูดเพราะเป็นการเล่าในสถานการณ์เพียงเสี้ยวขณะเวลาเดียวกัน การชนบรรจบกันของเหตุการณ์ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง ความต้องการคำตอบจากปมปริศนาแห่งการลอบสังหารที่ผูกขึ้นในแต่ละชอทและค่อยๆคลี่คลายในแต่ละชอท ก็เพียงพอที่จะสะกดให้อยู่ใน 90 นาทีแห่งความมันส์ระทึก

โดยที่เอาเข้าจริงๆก็ไม่รู้ตัวว่าถูกสะกดให้ดูหนังโฆษณาเรื่องยาวที่ขายความเป็นพระเอกของชาติอินทรี, พระเอกบาร์นที่เป็นชาวอเมริกัน, นักท่องเที่ยวฮีโร่อีกคนก็เป็นชาวอเมริกันที่เก็บภาพอันเป็นตัวไขปริศนาของเหล่าผู้ก่อการร้าย(แถมในเรื่องเป็นคนสีผิวเสียด้วย), สถานีข่าว GNN (ฟังยังไงก็คล้าย CNN) สำนักข่าวของอเมริกันชน เก็บภาพที่ส่วนใหญ่ก็ช่วยพระเอกไขปริศนาการก่อการร้ายได้อีก ตามสูตร

อเมริกา เป็นสินค้าที่ดีในขณะที่ชาติอาหรับตะวันออกกลาง เป็นสัญลักษณ์ของการก่อการร้าย ที่หนังเรื่องนี้ยัดเยียดให้….

นอกจากข้างต้น เรายังมีสินค้าเป็นกล้องแฮนด์ดิแคมที่เก็บภาพได้ทุกสถานการณ์สำคัญๆ มีระบบป้องกันการสั่นสะเทือนเป็นเยี่ยมยังไม่พอ  ขนาดโดนระเบิดกระเด็นไปคนละที่คนละทางกับผู้ใช้กล้อง ยังเก็บขึ้นมาถ่ายต่อได้อีก ท่าทางแทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นพระเอกตัวจริงระหว่างกล้องกับ Thomas Barnes

รถยนต์ที่ Thomas Barnes ขับไล่ล่ากลุ่มก่อการร้ายก็เกาะถนนเป็นเยี่ยม ระห่ำ ดุ ทน ซะจนอยากถอยมาขับสักคัน เพราะรถเล็กไซค์อย่างพระเอกขับในหนัง ถ้าเป็นรถญี่ปุ่นธรรมดาก็ปลิวแล้วถ้าขับเกิน 80

อย่างไรก็ตามความมันส์ระทึกของหนังทำให้การถูกบอกขายของใน 90 นาทีพอที่จะให้อภัยได้ ที่อดชอบใจไม่ได้กับการมาของคุณธรรมจริยธรรมของตัวพ่อ ผู้นำกลุ่มก่อการร้ายครั้งนี้ ที่อยู่ๆก็มีศีลธรรมขึ้นมา เมื่อขับรถหักหลบเด็กหญิงอันนากลางถนน ก็ไอ้ตัวพ่อคนนี้ไม่ใช่หรือที่เหนี่ยวไกปืนจากสัญญาณมือถือสังหารประธานาธิบดี, จุดชนวนระเบิดจากสัญญาณมือถือถึง 2 ครั้ง, ฆ่าน้องชายของมือปืน เวียร์, ฆ่าตากล้องปลอม แถมท้ายเรื่องยังจะลุกขึ้นมายิงพระเอก แต่สุดท้าย….

ถ้าดูแบบเอามันส์ ไม่ลืมว่าการดูหนังเป็นเพียงความบันเทิงอย่างหนึ่ง  ก็ถือว่า Vantage point เป็นหนังแอคชั่นมันส์ระห่ำที่น่าดูโดยไม่มีเหตุผลอีกเรื่องหนึ่งประจำปีนี้ที่ดีกรีความมันส์ไม่แพ้หนัง The Bourne Ultimatum อย่างแน่นอน…. 

จากฉากมุมบนจัตุรัสมายอ พุ่งเป้าสังหารไปที่ประธานาธิบดี บรรยากาศทำให้นึกถึงฉากลอบสังหารใน Shooter ไม่ได้ จากประเด็นเริ่มต้นที่การลอบสังหารเหมือนกัน แต่เล่นกับคนดูต่างกัน

ถ้า Vantage point ใช้ปืนกลที่ตั้งพิกัดยิงและเหนี่ยวไกโดยสัญญาณมือถือ อาจด้วยเทคโนโลยีของยุคสมัย อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ทำงานแทนเราได้แต่ใน Shooter การจะลอบสังหาร ในเหตุการณ์มันต้องอยู่ภายใต้พิกัดที่มีการคำนวณล่วงหน้า ไม่ว่าจะอุณหภูมิ พิกัด อากาศ ความชื้นตลอดจนแรงลม การลอบสังหารเหมือนกันแต่วิธีการต่างกัน…

ความมันส์ก็ต่างกัน หยิกเข้าประเด็นการเมืองก็ต่างประเด็นกัน!

 

           

           

Bob Lee Swagger (Mark Wahlberg) – พลแม่นปืนสังกัดนาวิกโยธิน จากปฏิบัติการหน่วยรบพิเศษในเอธิโอเปีย โดยมี Donnie (Lane Garrison) คู่หูบอกพิกัดยิง แต่ก็เป็นเพียง Swagger ที่รอดชีวิตจากปฏิบัติการเพื่อชาติครั้งนั้นทั้งที่ถูกทอดทิ้งจากหน่วยบัญชาการ และถูกทางการจำหน่ายว่าตายแล้ว
Swagger ปลีกตัวเองตัดขาดจากโลกภายนอก อยู่อย่างสงบและสันโดษบนเทือกเขาใหญ่ โดยมีแซมหมาคู่ใจเป็นเพื่อน

แต่หลังจากนั้น 36 เดือน Swagger ถูกทางการขอความช่วยเหลือโดยให้วางแผนลอบสังหารประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อที่ทางการจะได้สกัดกั้นการลอบสังหารจริงจากฝ่ายผู้ก่อการร้าย เพราะในวงการ Swagger จัดว่าแม่นปืนระดับพระกาฬ แต่เค้าพยายามที่จะปฏิเสธทุกกรณี หากแต่ถ้า Colonel Johnson (Danny Glover) ไม่ยกเรื่องรักชาติและการสาบานตนที่จะคงไว้ซึ่งการรักษาไว้ของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกามาอ้างแล้วละก็ เพราะเรื่องรักชาติมันเป็นสิ่งที่อ้างไม่ได้ไม่งั้นพระเอกของเรามีอันต้องของขึ้น

เมื่อเขาตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติ (คิดไปเอง) เพราะที่จริงเป็นการลอบสังหาร อาร์ค บิชอป Swagger เองก็ถูกหักหลัง และกลายเป็นแพะจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะมันเป็นแค่ฉากบังหน้าของพวกแสวงหาประโยชน์ในคราบของหน่วยบัญชาการพิเศษของสหรัฐ

ความสนุกระห่ำระทึกใจ มันดำเนินไปอย่างเงียบๆ ไม่เอิกเกริกหวือหวาเหมือน Vantage point แต่เต็มไปด้วยความน่าติดตามมีชั้นเชิงและเป็นหนังแอคชั่นขั้นคลาสสิค

ความสนุกมันไม่ได้อยู่ที่ความอลังของฉาก หรือนักแสดงที่เป็นแม่เหล็กมากมาย แต่เนื้อหนังเล่นกับชั้นเชิง ปฏิภาณความหลักแหลมของ Bob Lee Swagger ว่าจะมีกลวิธีเอาตัวเองรอดออกมาจากสถานการณ์คับขัน

การใช้เทคนิคโน้มน้าวให้ Nick Memphis FBI แกะดำในสายตาของเพื่อน FBI ด้วยกันมาเป็นพวก และร่วมกันทำภารกิจปลดปล่อยตัวเองให้รอดพ้นจากมลทินได้อย่างไร

Memphis: You set me up and you used me as bait! แกใช้ฉันเป็นนกต่อ

Swagger: You think? Flushed them out, didn’t it? คิดงั้นเหรอ แต่ก็ได้ผลนี่ กะจะจับเป็น แต่ดูท่าแล้วพวกมันเก็บนายแน่

Memphis: I was kind of hoping to keep one alive, but they were kind of determined to kill you. You can hire a good lawyer, and I’ll call the Bureau. They can work out some kind of deal. This is explainable. You can prove that you didn’t shoot the archbishop.  หาทนายเก่งๆ เดี๋ยวติดต่อทางการได้ น่าจะมีทางตกลงกันได้ที่ยังพอมีทางพิสูจน์กันได้ว่านายไม่ได้ฆ่าอาร์คบิชอบ

Swagger: I don’t think you understand. These boys killed my dog. นายคงไม่เข้าใจ มันฆ่าหมาของฉัน

Memphis: Hey! This is the 21st century. You can’t go to war with these people. In the end, the law is all… เฮ้! ศตวรรษที่ 21 แล้วใช้กำลังกับพวกนี้ไม่ได้หรอก เราต้องใช้กฏหมาย

Swagger: In the end, the law’ll never catch and hold them. In a year or two they’ll be back in business. New name, New messenger boys, same old story. And I’ll be dead. It’s gonna be some hard, hary work, pork. There’s gonna be more shooting, and more people are gonna die…   กฎหมายเอาพวกนี้ไม่อยู่หรอก ไม่กี่ปีก็ได้ออกจากคุกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนแก๊งค์ แต่ไม่เปลี่ยนสันดานเลว มันตามเก็บฉันแน่ งานนี้ดูท่าจะต้องมีคนยิงกันอีกเยอะ

Now, I didn’t start it, but be sure as hell I mean to see it through. So you get it straight, you in or you out?  ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มแต่จะจบมันเอง ถามตรงๆเลย นายจะเอาด้วยมั๊ย…

ความสะใจของหนังมันเข้าทางคนดูตรงที่ว่า พระเอกใช้ศาลเตี้ยและสู้นอกเกม นอกกฎหมายจัดการเก็บเหล่าร้ายที่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือ เรียกว่ากวาดล้างแบบไม่เหลือซาก

สเน่ห์ของหนังอยู่ที่การจับวาง Mark Wahlberg กับบทของ Bob Lee Swagger ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ดูเหมือนพระเอกของเราจะถนัดกับบทตำรวจและชินกับความดิบเถื่อนเป็นอาชีพ, ข้อมูลของปืนและการใช้ปืนในหนังทำเอาเราต้องเก็บกลับมาศึกษาถึงข้อเท็จจริงและความเป็นไปได้

ดูแล้วการเอาตัวรอดของพระเอกมันออกจะไม่ธรรมดาแค่เอาตัวรอด แต่กลับซับซ้อนโยงใยเข้าถึงเบื้องหลังที่มาของเหตุการณ์ 911, การทรมานทหารอิรักในคุก รวมถึงความไม่สงบในอัฟกานิสถาน การล้างบางชาวอัฟกันในหมู่บ้านที่เป็นทางผ่านของท่อน้ำมัน

ทั้งหมดนี้เหตุเกิดจากความละโมบผลประโยชน์ของตำรวจร้ายและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูง

Shooter ทำให้อเมริกันชนเกิดอาการ Fashioned American Virtue อยู่พักใหญ่และถวิลหาตำรวจต้นแบบอย่าง Bob Lee Swagger

และสะใจกับจุดจบของเหล่าร้ายที่ฉาบในคราบนักการเมืองและผู้มีอำนาจรัฐระดับสูงที่มีสันดานเดียวกันทั่วโลก

Shooter คือบทสรุปของความมันส์ สะใจ บู๊คลาสิคและแนวเรื่องตามใจคนดูในแบบฉบับที่คนดูอยากให้เป็น แต่ออกจะโอเวอร์แอคชั่นไม่แพ้ Vantage Point แต่ก็อย่างว่า ดูเอามันส์ เพราะการดูหนังเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง เท่านั้นเอง!!

 

 

โฆษณา
            Alison – สาวสมัยใหม่เวริ์คกิ้งวูแมนอนาคตไกล ที่กำลังได้รับการโปรโมทให้เป็นพิธีกรเบื้องหน้า จากสถานีต้นสังกัด มองดูแล้ว หน้าที่การงานของเธอออกกำลังจะไปได้สวย วันนั้นเองที่เธอได้รับข่าวดีจากผู้บังคับบัญชาว่าเธอได้เป็นพิธีกรหลักของรายการ เธอและพี่สาว จึงไม่รอช้าที่จะออกไปโลดแล่นตะลุยราตรีสังสรรค์ในยามค่ำคืนในผับที่สาวๆสวยๆ ก็มักจะถูกอ้าแขนรับและให้เข้าไปเที่ยวอย่างไม่ต้องรอคิวหน้าผับ และคืนนั้นเธอเองก็สนุกสุดๆ และบังเอิญเธอได้รู้จักกับหนุ่มกิ๊กก๊อก ไม่เป็นโล้เป็นพายในชีวิต เสเพล ไม่ทำมาหากินอะไร นอกจากพี้กัญชาไปวันๆ และยึดอาชีพหลักกับบรรดาหนุ่มๆสปีชี่ส์เดียวกันกับการเปิดให้บริการเว็บไซด์ดูฉากเลิฟซีนโป๊เปลือยออนไลน์….           
                     ทั้ง Alison และ Ben สนุกกันแบบสุดเหวี่ยงจากฤทธิ์แอลกอฮอล์และลงท้ายที่ sex เพียงชั่วข้ามคืน หรือ one night stand sex ที่เป็นบทสรุปของการมีเพศสัมพันธ์จากฤทธิ์แอลกอฮอล์และการบรรจบกันของความพึงพอใจในชั่วข้ามคืน… รุ่งเช้า สร่างเมา ต่างคนต่างแยกย้าย
                        จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ 8 สัปดาห์ Alison ออกอาการส่งสัญญาณว่าตัวเองเข้าข่ายท้อง! โดยที่ตัวเธอเองแทบจะลืม คืน one night stand นั่นไปแล้วด้วยซ้ำ!! แต่เมื่อผลตรวจอย่างเป็นทางการจากหมอ ว่าเธอท้อง นั่นคือ ทิศทางของชีวิตในบทตอนต่อไป มันจะไปในทิศทางใด เธอจะก้าวข้ามผ่านช่วงนี้ของปัญหาชีวิตไปได้อย่างไร
            แม่ของ Alison ให้คำแนะนำว่า…  ควรที่จะเอาเด็กออก!  กำจัดตัวการสำคัญที่จะสกัดดาวรุ่งในชีวิตของเธอออกไปซะให้พ้นๆ ก่อนที่อนาคตของพิธีกรสาวอนาคตไกลจะต้องมาจบลงในสภาพแม่ท้องโย้… ทั้งที่ยังไม่ผ่านพิธีการแต่งงานใดๆทั้งสิ้น! ในขณะที่..            พ่อของ Ben กลับตื่นเต้น! กับเรื่องนี้ การที่เค้าจะได้เป็น ปู่ ลูกชายของเค้า (Ben) จะได้เป็นพ่อคน นั่นคือสิ่งที่เค้าเรียกมันว่า สิ่งที่วิเศษที่สุด!

            ….. ในการตัดสินใจ Alison เลือกที่จะเก็บเด็กไว้ และคิดว่าเธอควรที่จะทำการตกลง ร่างสนธิสัญญาการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่ไม่คาดคิดของเธอและเค้า ว่าจะก้าวข้าม ผ่านช่วงนี้ของชีวิตและดูแลอีกชีวิตที่กำลังจะเกิดอย่างไร……

            การเริ่มคบ ที่ต่างฝ่ายจะต้องไปทำความรู้จัก กับบุคคลแวดล้อม…..

            Ben ชายหนุ่มอ้วนกลมวัย 25 ปี ที่ดูจะไม่เอาถ่านสุดๆในสายตาของพี่สาวของ Alison ยิ่งเธอเองก็มีประสบการณ์ชีวิตคู่ที่ไม่ได้ดั่งใจ กับสามีเฮงซวย! เธอเองอดที่จะหยัน Ben เสียมิได้ มันช่างไม่คู่ควรกับน้องสาวของเธอเอาเสียเลย!

            Alison สาวสวยอนาคตไกลและทำท่าว่าจะรุ่งเอามากๆ การที่เธอเริ่มที่จะคบหา Ben มากขึ้น เธอเองต้องไปบ้าน (หรือจะเรียกว่าแหล่งซ่องสุมดี) เธอก็พบว่า สิ่งที่เธอเห็นมีแต่แก๊งค์เพื่อนจอมลามกทั้งหลาย พี้กัญชา หมกมุ่นอยู่กับเรื่องเซ็กซ์    …โอ้! นี่เธอกำลังเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ไอ้ผู้ชายห่วยๆ อย่างนั้นรึเปล่า!

            แต่ทั้งสองพยายามที่จะปรับพฤติกรรมเข้าหากันและทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่ออีกหนึ่งชีวิตที่ได้ถือกำเนิดขึ้นและจะออกมาทักทายโลกในเร็ววันนี้ ……… จนกระทั่ง การตกหลุมรักเกิดขึ้นจริงๆ

            ค่ำวันหนึ่ง…. Ben คุกเข่าลงต่อหน้า Alison พร้อมเปิดกล่องแหวน………. (เปล่า) และให้คำมั่นว่า …. Look! Alison, I’m sure this isn’t, how you picture it being exactly, and it’s not how I wanted it to be, but that is why I’m presenting you this empty box. ฟังนะ!อลิสัน ผมมั่นใจว่าภาพแบบนี้มันคงไม่เคยอยู่ในความคิดของคุณ ผมไม่รู้ว่าควรทำยังไง นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงให้กล่องแหวนเปล่าเป็นของขวัญคุณ

            It’s a promise, Alison. มันเป็นคำสัญญานะอลิสัน

            It’s a promise that one day I will……  ผมสัญญาว่า.. สักวันหนึ่งผมจะทำมัน…

            I will fill this box with a ring that you deserve, a beautiful ring. ผมจะเติมกล่องนี้ให้เต็ม ด้วยแหวนที่ควรค่าและสวยที่สุดสำหรับคุณ

            And I can’t afford it yet…  แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่มีปัญญา

            I’ve picked it out already, though, and it’s at DeBeers, and it’s really nice. ผมไปดูมันมาแล้ว ที่ร้านเดอบีส์ มันสวยมาก…

            So basically I’m asking you, will you marry me?  คือ จริงๆแล้วผมจะบอกว่าแต่งงานกันมั๊ย…

            Because I’m in love with you.  เพราะผมตกหลุมรักคุณเข้าให้แล้ว.

            กับการรู้จักที่จะเรียนรู้กันใน 17 สัปดาห์

            มันได้ชวนคิดตรงที่ว่า การตั้งท้อง โดยอุบัติเหตุมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ในยุคออนไลน์ปัจจุบัน หากแต่ว่าหนทาง วิธีการทีจะจัดการกับปัญหาที่จะไม่ทำให้เกิด ปัญหาสังคม นั่นเป็นจุดหักเหที่น่าขบคิด กรณีอย่าง Ben และ Alison ทั้งคู่โชคดีที่วันนึงเกิดมา ตกหลุกรัก กันเข้าจริงๆ

ต่างฝ่ายต่างพยายามเรียนรู้ที่จะเข้าใจความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย ไม่ยี่หระตั้งแง่ แม้ว่าบางทีจะมีความไม่เข้าใจกันบ้าง สุดท้าย มันก็เป็นอีกครอบครัวที่เริ่มต้นได้ไม่เลว….

ดู Knockedup จบลงก็อดคิดถึงหนังเรื่อง Waitress ไม่ได้ ต้องหยิบขึ้นมาดู

 

มันเป็นเรื่องราวของสาวเสริ์ฟร้านพายเล็กๆ ชานเมือง ต้นเหตุของเรื่องมันก็เป็นการตั้งครรภ์อันไม่พึงประสงค์แต่จะต่างกันตรงที่ การท้องของ Jenna นั้นเป็นเหมือน บ่วงพันธนาการ และเต็มไปด้วยความชิงชังชีวิตใหม่ที่ถือกำเนิดเกิดขึ้น

 

          

เพราะ Jenna ต้องการที่จะปลดปล่อยตัวเองจากชีวิตคู่ที่เส็งเคร็งและสามีจอมบงการ ใจแคบและขี้อิจฉา เธอแอบซ่อนเงินไว้ทั่วทุกที่ของบ้านเพื่อที่จะหนี! ……. แต่แล้ว เธอกลับมาท้องเสียก่อน! ทั้งที่การ ท้อง ของ Jenna มันไม่ได้ผิดขนบธรรมเนียมประเพณีแต่อย่างใด เพียงแต่ เธอหมดรักในตัวสามีสุดห่วยอย่างกู่ไม่กลับ การมีลูกจึงเป็นสิ่งที่เธอรังเกียจและไม่เคยพึงปรารถนา…..

อารมณ์ของหนังค่อนข้างที่จะหดหู่แต่ก็ปลอมปนไปด้วยกลิ่นไอของความโรแมนติก….

Jenna ตกอยู่ในห้วงของความรักอีกครั้งเมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับแพทย์ผู้ดูแลครรภ์ของเธอ เค้าช่างเป็นหนุ่มใหญ่ สุภาพ อบอุ่นและเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ดูแลเทคแคร์ มันเป็นความรู้สึกที่เธอไม่เคยได้รับจากไอ้สามีจอมบงการของเธอเลยทีเดียว! ผิดตรงที่เค้าแต่งงานมีครอบครัวแล้ว!!

ความผิดบาปชวนให้ยิ่งหดหู่อย่างยากที่จะหาที่ตั้งของความมี มนุษยธรรม คือฉากหนึ่งที่  Becky และ  Dawn ซื้อของขวัญเป็นสมุดบันทึกสำหรับ คุณแม่ เพื่อให้ Jenna ได้บันทึกทุกความรู้สึกถึงลูกน้อย… ในทางกลับกัน Jenna  มีแต่……..

At this point, the baby’s the only financial asset I have…….. if I don’t win that contest. เด็กนี่จะเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ฉันมีและจะขายมันเพื่อให้ได้เงินมาหากฉันไม่ชนะการประกวด

……………………………..

Not everybody want to be a mama, Dawn. ไม่ใช่ทุกคนจะอยากเป็นแม่คนนะดอล์น

That don’t make me a bad person. นั่นไม่ได้ทำให้ฉันเป็นคนไม่ดี

………………………………

I respect this baby’s right to thrive. ฉันจะเอาใจใส่เด็กนี่ให้เติบโตด้วยดีจนกระทั่งคลอด

I do nothing harmful to it. ฉันจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เค้าเกิดอันตราย

I don’t drink. I watch me diet.  ฉันจะไม่ดื่มเหล้าไม่อดข้าว

But, no, I feel nothing like affection. แต่ไม่ ฉันจะไม่มีวันรักเด็กนี่!

Maybe that man smothered all the affection out of me. บางทีไอ้ผัวเฮงซวยนั่น คงทำให้ความรักเหือดแห้งไปจากฉันจนหมดแล้วก็ได้

I don’t know. ไม่รู้สิ

…………………….

จากเนื้อหนัง ออกจะมีหลายจุดหลายสิ่งที่ผิดแผกแหกขนบและห่างไกลความถูกต้อง แต่อารมณ์ร่วมของหนังมันกลับทำให้สิ่งเหล่านั้นอยู่ท่ามกลางความโรแมนติกและคุกรุ่นไปด้วยความถวิลหาและเย้ายวนของอารมณ์รัก….  อย่างกับช็อคโกแล็ตรสขมปี๋ปนเปื้อนในบลูเบอร์รี่พายอันแสนหวานอร่อย….

จากหนังทั้งสองเรื่อง ในมุมมองของหนังที่แตกต่างกัน แต่ก็เหมือนกันตรงที่ทำให้เรื่อง การท้อง ของลูกผู้หญิง โดยทั้งที่ไม่ได้ตั้งตัวหรือตั้งใจ กลับกลายเป็นเรื่องที่สวยงามกับอีกหนึ่งชีวิตที่ถือกำเนิดมา เป็น สิ่งที่วิเศษที่สุด

เหมือนที่พ่อของ Ben พยายามสอนลูกชาย (Ben) ในตอนที่มาขอคำปรึกษา

หรือตอนท้ายของหนัง Waitressที่ Jenna เบ่งเด็กน้อย Lulu ออกมาจนแล้วจนรอดก็ยังไม่อาจละทิ้งความชิงชังในตัวเด็กน้อยลงได้ จนกระทั่งสัมผัสแรกของความเป็นแม่ การได้โอบอุ้ม กายใจได้สัมผัส ความรู้สึกของ Jenna ก็เปลี่ยนและรู้สึกได้ถึง ความวิเศษที่สุด ที่เธอเพิ่งเคยได้สัมผัส…..

 

 
 
 
 

 

 

 

จาก…Enchanted ถึง Star Dust … ต่อ

 

…… ครั้งหนึ่งนักปราชญ์ท่านหนึ่งตั้งคำถามไว้ว่า

เราเป็นมนุษย์ เพราะเรามองฟ้าดูดวงดาว….

หรือว่าที่เรามองดวงดาวเพราะเราเป็นมนุษย์กันแน่ ?

ซึ่งที่จริงนั้นไร้ความหมาย ดวงดาวมองเราตอบงั้นรึ ?

นั่นคือปัญหา….. แต่ผมชักคิดอะไรเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว

การผจญภัยของเราเริ่มต้นจากตรงนี้…

เปิดฉากโหมโรง หนังก็สะกิดใจคนดูซะจนมีอันต้องกลับมาขบ ว่า……..นั่นสิ! เวลาที่เราแหงนหน้ามองดู ดาว เราเคยมีคำถามไหมว่า แล้วดวงดาวมองกลับมายังเราบ้างหรือไม่….

เรื่องราวการผจญภัยแห่งรักเริ่มต้นจาก…. ชีวิตวัยหนุ่มของพ่อของ Tristan Thon (Charlie Cox) ที่ต้องการท้าทายอยากรู้ความลับของอีกดินแดนที่ถูกกั้นด้วยกำแพงวิเศษ ดินแดนนั้นเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครรู้ได้ว่านอกจากผืนหญ้าที่มองเห็นแล้วมีสิ่งใดมากกว่านั้น!

ในดินแดนแห่งเวทมนต์  Dunstan Thorn (พ่อของพระเอก)ได้พบรักกับเจ้าหญิงแห่ง Stormhold และมีให้กำเนิด Tristan ในที่สุด…

หลังจากนั้น 18 ปี เหมือนฉายหนังซ้ำรอบเก่า Tristan ยึดมั่นในรักแท้ และเฝ้าพยายามเอาชนะใจหญิงที่ใฝ่ปอง (Victoria) เค้าโตเป็นหนุ่มวัยคะนองที่ตามหารักแท้ โดยที่เค้าเองก็ไม่รู้ในสายเลือดพิเศษที่มีอยู่ในตัวเค้าเอง…

วันหนึ่ง ขณะที่เดทกับ Victoria เขาให้คำมั่นว่า ขอเพียงเจ้ายินดีจะแต่งงานกับข้า แม้ดาวตกดวงนั้น ข้าจะไปตามหานำมาให้เจ้า….

………………………………………

ดินแดนอีกฟากหนึ่งที่ถูกกั้นด้วยกำแพง เป็นดินแดนแห่งเวทมนต์ที่มีชื่อว่า Stormhold กำลังจะแต่งตั้งผู้ที่จะมาเป็นรัชทายาท หากเป็นผู้ที่นำสร้อยอำพันของพระราชากลับคืนสู่ดินแดน Stormhold เท่านั้นจึงจะได้เป็นพระราชาองค์ต่อไป….

แต่แล้วสร้อยเส้นนั้นก็ลอยล่องขึ้นเหนือท้องฟ้า…..

นี่เจ้าเป็นดาวเหรอ.. Tristan ประหลาดใจเมื่อเห็นว่า สะเก็ดดาวตกที่เค้าตั้งใจจะนำมันไปเป็นของขวัญแก่ยอดดวงใจกลับกลายเป็นหญิงสาว… แต่อย่างไรซะ เค้าก็ต้องนำเธอไปฝากวิคตอเรียให้จงได้ จากนั้น…การผจญภัยก็เริ่มขึ้น!

เมื่อ ดาว ต่างเป็นสิ่งที่ใครๆก็ต้องการ แม่มดสาวสองพันปี หากได้ลิ้มหัวใจของดาว อานุภาพของมันจะทำให้เธอทั้งสาวและสวยอย่างอมตะ ส่วนเจ้าชายจาก Stormhold ก็ต้องการสร้อยอำพันเพื่อนำกลับไปยังดินแดนมหัศจรรย์ และจะดีแค่ไหน หากยังคงความอมตะอีกด้วย…

จากเรื่องราวของหนัง เราได้ปล่อยอารมณ์ไปกับจินตนาการของผู้สร้างถึงดินแดนมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะสิงสาราสัตว์ที่แปลกประหลาด, ดอกไม้นำโชค Snowdrop, เทียนลัดฟ้าบาบิโลน ฯลฯ ดินแดนแห่งเวทมนต์และความมหัศจรรย์ ทำให้เราเพลิดเพลินตามเรื่องราวที่เป็นแฟนตาซีจนแทบจะไม่มีอารมณ์เบื่อหรือกล่อยแทรกขึ้นมาตลอดเวลา 127 นาทีของหนัง

ระหว่างการผจญภัย ทั้งพระเอกและนางเอกได้ใกล้ชิด ช่วยเหลือกัน ทำให้มีความรู้สึกดีๆและสรุปลงตรงที่ต่างก็ตกหลุมรักกันในที่สุด จวบจนตอนท้ายที่ Tristan ค้นพบว่า… รักแท้ที่เค้าเฝ้าตามหาได้อยู่ข้างๆเขานี่แล้ว จึงตัดสินใจจะไปบอกกับวิคตอเรียว่า เขาพบรักแท้และตัดสินใจจะครองรักกับนางผู้นั้นแล้ว…

แต่มีเหตุให้พระเอกของเราต้องกลายเป็นหนู… ตอนนั้นเองที่หนังได้หลุดประโยคดีๆซึ้งกินใจจนอดนำมาฝากคุณผู้อ่านไม่ได้ Yvaine นางเอกของเราพูดกับพระเอก Tristan ว่า…

You know when I said I knew little about love? ที่เจ้าเคยบอกว่า ข้าไม่รู้จักความรักน่ะ

Well, that wasn’t true. อันที่จริงแล้ว ข้ารู้จักความรักดี

I know a lot about love. I’ve seen centuries and centuries of it. รู้จักมากด้วย เห็นมาก็เยอะ

And it was the only thing that made watching your world bearable. และเห็นจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่ทำให้ข้ามีใจที่จะมองลงมายังโลกของเจ้า

All those wars, Pain and lie, Hate โลกที่มีแต่สงคราม ความเจ็บปวดและความชิงชัง

Made me wants to turn away and never look down again.ที่ทำให้ข้า ไม่อยากแม้แต่จะมองลงมาอีก

But to see the way that mankind loves. แต่เมื่อเห็นคนรักกัน

I mean, you, could search the furthest reaches of the universe and never find any thing more beautiful. ข้าหมายถึง, เจ้า, จะหาไม่ได้แล้วในจักรวาลและไม่มีอะไรที่จะงดงามกว่า

 So, yes I know that lone is unconditional. But I also know it can be unpredictable. แม้ว่า ใช่, ข้ารู้ว่ารักไม่มีเงื่อนไข, ไม่อาจคาดเดา

Unexpected, Uncontrollable, unbearable and well, strangely easy to mistake for loathing.

รักเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง, และยากที่จะควบคุมและง่ายที่จะเข้าใจผิดว่าเป็นความเกลียดชัง

แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่เคยที่จะหยุดรัก เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงนิยามของความรักว่า การที่มนุษย์และดวงดาวที่แม้จะอยู่บนฟากฟ้า ต่างมีความรักต่อกัน มันเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่มีเงื่อนไข นั่นคือความรักไม่มีขอบเขตอันใดมาจำกัดมันได้ นอกจากตัวมันเอง…..

อยากให้ได้ดูหนังเรื่องนี้… อยากให้ผจญภัยไปในดินแดนมหัศจรรย์แห่งรักที่โรแมนติกและตื่นเต้น ระบายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไปกับมุขฮาๆตลกร้ายแต่น่ารักของ Robert De Niro (Captain Shakespeare) ที่ปรากฏตัวเมื่อไหร่ เป็นอันมีฮา

ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่ารักให้อะไรได้มากกว่ารัก…. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า รัก เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โลกนี้ช่างน่าอยู่…. แต่จงเชื่อว่าเมื่อมีรัก รักจะชนะทุกสิ่ง…

จากหนังรักแฟนตาซีทั้งสองเรื่อง หลังจากดูจบก็ได้โลกอีกใบที่สวยงามและสดใส มีมุมมองใหม่ๆในเรื่องของความรัก

แม้หนังมันจะเป็นเพียงหนังและช่างไกลกับความเป็นจริง แต่กับเวลาไม่กี่ชั่วโมงความบันเทิงที่ว่าก็ช่วยสลัดความทุกข์ให้กับบางคนที่อารมณ์หม่นหมอง บอบช้ำบาดเจ็บจากโลกแห่งความเป็นจริง

แม้มันจะเป็นการเยียวยาเพียงเวลาสั้นๆ หากเทียบกับการต้องผจญบนโลกที่มีสงครามทุกวัน มันก็พอจะสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาทำอะไรดีๆให้มีค่าและรักที่จะหายใจต่อบนโลกนี้ต่อไป โลกที่มีดวงดาวอีกมากมายนับร้อยนับพันเฝ้ามองลงมา….

 

           

           

กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนอันดาลาเซีย (Andalasia)

ดินแดนเหมือนฝัน ดั่งเทพนิยาย แต่ยังมีราชินีใจร้ายอาศัยอยู่

นางทั้งเห็นแก่ตัวและอำมหิต กลัวว่าวันหนึ่งลูกเลี้ยงของนางจะแต่งงานและนางต้องเสียบัลลังค์ไปตลอดกาล

ดังนั้น นางจึงใช้อำนาจเวทมนต์ของนาง ทำทุกวิถีทางเพื่อกีดกันไม่ให้เจ้าชายได้พบกับเจ้าสาวคนพิเศษ

ผู้ที่จะประทับรอยจุมพิตแห่งรักแท้…

          

           

 

ดำเนินเรื่องประมาณกว่า 10 นาที บอกเล่าผ่านจินตนาการของโลกแอนิเมชั่น กล่าวถึงดินแดน Andalasia ยังมีสาวน้อยอ่อนเดียงสา Giselle (Amy Adams) หญิงสาวผู้เฝ้ารอคอยเจ้าชายในฝัน

ผู้ที่จะมีรอยจุมพิตแห่งรักแท้ รักและรัก และครองคู่อยู่ร่วมกันไปตลอดนิจนิรันดร์… ในที่สุด นางก็ได้พบกับเจ้าชาย Edward (James Marsden) ผู้กล้าหาญ แต่แล้วในวันอภิเษก Giselle กลับมีอันต้องหลงกลแม่มดใจร้าย ล่อลวงให้เธอไปที่บ่อน้ำพุ และผลักเธอลงไป ไป ไปสู่… สถานที่อันไม่สามารถพานพบกับความสุขได้อีกเลย!!

           

ในโลกแห่งความจริง New York City ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของช่วงเวลาเร่งรีบ ความฉงนปนตระหนกตื่นกับสถานที่ที่ Giselle ไม่เคยได้พบเห็น เธอไม่เคยจากบ้านมาไกลถึงเพียงนี้ และดินแดนแปลกประหลาดแห่งนี้ที่ไม่มีแม้เพื่อนที่จะส่งรอยยิ้มให้เธอได้อบอุ่นใจเหมือนดินแดน Andalasia

เธอจะต้องหาทางกลับปราสาทเพื่อเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าชาย…

แต่ความจริงที่เธอเห็นเป็นเพียงป้ายโฆษณาบิลบอร์ดรูปปราสาทในเทพนิยายของเด็กๆเท่านั้น…

ระหว่างนั้น Robert (Patrick Dempsey) นักกฎหมายหนุ่มรูปหล่อพ่อหม้ายลูกติดและ Morgan (Rachel Covey) ลูกสาววัย 6 ขวบผ่านมาช่วยเธอไว้ และคงเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องให้ที่พึ่งพิงก่อนจนกว่าเจ้าชาย Edward จะตามหาเธอจนเจอ

แต่แล้วไม่นาน Giselle  และ Robert ก็ตกหลุมรักกันเข้าอย่างไม่รู้ตัว

Giselle เจ้าหญิงที่หลุดออกมาจากโลกแห่งเทพนิยายที่มีแต่ความรู้สึกสดใส เริงร่า ไร้เดียงสา แต่เธอมาคลุกคลีกับมนุษย์ ทำให้เธอได้เรียนรู้ความรู้สึกโกรธ, รักและรู้สึกได้ถึงแรงปรารถนา

ความน่ารักของหนังมีแทบจะล้นในเวลาความยาวตลอด 107 นาที ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้านให้ Robert ด้วยการขานขับบทเพลงทำงานบ้าน เรียกบรรดาแมลงวัน, แมลงสาบ, หนูท่อและนกพิราบมาช่วยผ่อนแรง ทำเอาเราลืมขยะแขยงสัตว์พวกนั้นไปชั่วเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

การเรียกนกเป็นสื่อให้ไปส่งดอกไม้ให้  Nancy เพื่อปรับความเข้าใจกับ Robert และที่มีบทบาทสำคัญไม่แพ้ใครคือเจ้าชิพมั๊งค์ตัวจ้อย ที่ได้แต่ส่งเสียงแง๊บๆงิ๊บๆงี๊ดๆ แต่สร้างสีสันให้ตัวหนังได้ดีเหลือเกิน

หน้าหนังบอกได้ดังๆว่าเป็นความสมบูรณ์ของหนังรักผจญภัยที่เปี่ยมความงดงาม สนุก คลาสสิค การดำเนินไปของท้องเรื่องผูกเอาใจเราให้คล้อยตาม ตลอดจนมีอารมณ์ร่วมไปกับความใสซื่อของนางเอก ทำให้เราอดยิ้มไม่ได้ ด้วยบทบาทที่เหมาะสมกับการเป็นนางเอกเทพนิยาย การ Performance, Movement ที่พลิ้วไหวอ่อนโยนตามลำนำแห่งบทเพลงขับขาน

ความรักเป็นสิ่งที่งดงามยวนเย้าให้เฝ้าถวิลหา ไม่ว่าโลกใด ภพใด…

ความรักในดินแดน Andalasia คือความเชื่อและศรัทธาในรัก

กาลเวลาคือลมหายใจของรักแท้

การครองคู่กันอย่างมีความสุขชั่วนิจนิรันดร์ “happily ever after” … คือสุดยอดของคำอธิษฐาน

หากแต่ความรักในโลกของความเป็นจริง จากทัศนะของ Robert ต่างจาก Giselle…

Giselle: You have such strange ideas about love.

จิเซลพูด ” เจ้าช่างมีความคิดเกี่ยวกับความรักที่ประหลาดจัง”

Robert: May be we should do what you’d do. You meet , have lunch and get married.

โรเบิร์ตพูด “บางทีเราควรทำในสิ่งที่อยากจะทำ อย่างนัดเจอ ทานมื้อค่ำและก็แต่งงาน

 Giselle: You forgot about happily ever after.

จิเซลพูด “เจ้าลืมเรื่องการครองรักตราบชั่วนิรันดร์ไปได้อย่างไรเล่า

Robert: Forgot “happily ever after” . It doesn’t exist.

โรเบิร์ตพูด “ลืมไปเถอะไอ้การครองรักตราบชั่วนิรันดร์ มันไม่มีอยู่จริงหรอก

Robert: I hate to disagree but marriges are considered a success, if they manage not to end. For got about happiness.

โรเบริ์ตพูด “ผมไม่อยากจะค้านนะ แต่มันจะเป็นการแต่งงานที่สมบูรณ์ไม่ได้ถ้าพวกเค้าไม่ประคับประคองชีวิตคู่ให้ตลอดรอดฝั่ง ส่วนไอ้ความสุขชั่วนิรันดร์น่ะ ลืมไปเถอะมีแต่ในนิยายเท่านั้น!!

รักในอุดมคติกับรักในโลกของความจริง มันต่างกันโดยสิ้นเชิง ความรักมองไม่เห็นใครนอกจากตนเอง จงยอมรัก เมื่อรักให้รัก จงยอมหลอมละลายเมื่อมันเผาผลาญ…

Enchanted ส่งให้ Amy Adums ขึ้นทำเนียบนางเอกดาวรุ่งหน้าใหม่ที่น่าจับตา ชนิดที่ว่าเธอเองก็ไม่ทันตั้งตัวกับความสำเร็จจากภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งที่เธอเคยเล่นภาพยนตร์และรับบทเด่นมาแล้วหลายเรื่องและเคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาสมทบหญิงจาก Junebug ปี 2005

ส่วนพระเอกของเรา Patrick Dempsey พระเอกทีวีซีรี่ซ์ Grey’s Anatomy และเคยโด่งดังมาแล้วในวัยหนุ่ม แต่บท Robert ส่งให้เค้ากลายเป็นหนุ่มใหญ่รูปงามที่ได้รับความนิยมขึ้นมาอีกครั้งและมีผลงานจ่อคิวเข้าฉายอีกเรื่องใน Made to Honor ที่จะเข้าฉายในบ้านเราประมาณปลายปี

หนังรัก Animation ผสม Real world เรื่องนี้เชื่อแน่ว่าหากใครดูแล้วไม่ฝากรอยยิ้มไว้ในอากาศและหัวเราะต่ำกว่าหนึ่งครั้ง ถือว่าเป็นมนุษย์ไร้รัก หัวใจและความรู้สึกกันเลยทีเดียว ก็หนังออกจะน่ารัก!

… ว่าด้วยหนังรัก Romantic-comedy ที่มีนางเอกหลุดออกมาจากโลกการ์ตูนก็ผ่านไปแล้ว เรามาว่ากันถึงหนังที่มีนางเอกที่มาจากดวงดาวกันบ้าง…. Star Dust

 ปล. เรามาต่อกันพรุ่งนี้ดีกว่ามั๊ยนะ แบบว่าง่วงแล้ว และว่าจะดูหนังก่อนนอนสักเรื่องอ่ะ…

…… ครั้งหนึ่งนักปราชญ์ท่านหนึ่งตั้งคำถามไว้ว่า

เราเป็นมนุษย์ เพราะเรามองฟ้าดูดวงดาว….

หรือว่าที่เรามองดวงดาวเพราะเราเป็นมนุษย์กันแน่ ?

ซึ่งที่จริงนั้นไร้ความหมาย ดวงดาวมองเราตอบงั้นรึ ?

นั่นคือปัญหา….. แต่ผมชักคิดอะไรเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว

การผจญภัยของเราเริ่มต้นจากตรงนี้…

       

           

เปิดฉากโหงโรง หนังก็สะกิดใจคนดูซะจนมีอันต้องกลับมาขบ ว่า……..นั่นสิ! เวลาที่เราแหงนหน้ามองดู ดาว เราเคยมีคำถามไหมว่า แล้วดวงดาวมองกลับมายังเราบ้างหรือไม่….

เรื่องราวการผจญภัยแห่งรักเริ่มต้นจาก…. ชีวิตวัยหนุ่มของพ่อของ Tristan Thon (Charlie Cox) ที่ต้องการท้าทายอยากรู้ความลับของอีกดินแดนที่ถูกกั้นด้วยกำแพงวิเศษ ดินแดนนั้นเป็นเขตหวงห้ามที่ไม่มีใครรู้ได้ว่านอกจากผืนหญ้าที่มองเห็นแล้วมีสิ่งใดมากกว่านั้น!

ในดินแดนแห่งเวทมนต์  Dunstan Thorn (พ่อของพระเอก)ได้พบรักกับเจ้าหญิงแห่ง Stormhold และมีให้กำเนิด Tristan ในที่สุด…

           

             

หลังจากนั้น 18 ปี เหมือนฉายหนังซ้ำรอบเก่า Tristan ยึดมั่นในรักแท้ และเฝ้าพยายามเอาชนะใจหญิงที่ใฝ่ปอง (Victoria) เค้าโตเป็นหนุ่มวัยคะนองที่ตามหารักแท้ โดยที่เค้าเองก็ไม่รู้ในสายเลือดพิเศษที่มีอยู่ในตัวเค้าเอง…

วันหนึ่ง ขณะที่เดทกับ Victoria เขาให้คำมั่นว่า ขอเพียงเจ้ายินดีจะแต่งงานกับข้า แม้ดาวตกดวงนั้น ข้าจะไปตามหานำมาให้เจ้า….

………………………………………

ดินแดนอีกฟากหนึ่งที่ถูกกั้นด้วยกำแพง เป็นดินแดนแห่งเวทมนต์ที่มีชื่อว่า Stormhold กำลังจะแต่งตั้งผู้ที่จะมาเป็นรัชทายาท หากเป็นผู้ที่นำสร้อยอำพันของพระราชากลับคืนสู่ดินแดน Stormhold เท่านั้นจึงจะได้เป็นพระราชาองค์ต่อไป….

แต่แล้วสร้อยเส้นนั้นก็ลอยล่องขึ้นเหนือท้องฟ้า…..

นี่เจ้าเป็นดาวเหรอ.. Tristan ประหลาดใจเมื่อเห็นว่า สะเก็ดดาวตกที่เค้าตั้งใจจะนำมันไปเป็นของขวัญแก่ยอดดวงใจกลับกลายเป็นหญิงสาว… แต่อย่างไรซะ เค้าก็ต้องนำเธอไปฝากวิคตอเรียให้จงได้ จากนั้น…การผจญภัยก็เริ่มขึ้น!

เมื่อ ดาว ต่างเป็นสิ่งที่ใครๆก็ต้องการ แม่มดสาวสองพันปี หากได้ลิ้มหัวใจของดาว อานุภาพของมันจะทำให้เธอทั้งสาวและสวยอย่างอมตะ ส่วนเจ้าชายจาก Stormhold ก็ต้องการสร้อยอำพันเพื่อนำกลับไปยังดินแดนมหัศจรรย์ และจะดีแค่ไหน หากยังคงความอมตะอีกด้วย…

จากเรื่องราวของหนัง เราได้ปล่อยอารมณ์ไปกับจินตนาการของผู้สร้างถึงดินแดนมหัศจรรย์ ไม่ว่าจะสิงสาราสัตว์ที่แปลกประหลาด, ดอกไม้นำโชค Snowdrop, เทียนลัดฟ้าบาบิโลน ฯลฯ ดินแดนแห่งเวทมนต์และความมหัศจรรย์ ทำให้เราเพลิดเพลินตามเรื่องราวที่เป็นแฟนตาซีจนแทบจะไม่มีอารมณ์เบื่อหรือกล่อยแทรกขึ้นมาตลอดเวลา 127 นาทีของหนัง

ระหว่างการผจญภัย ทั้งพระเอกและนางเอกได้ใกล้ชิด ช่วยเหลือกัน ทำให้มีความรู้สึกดีๆและสรุปลงตรงที่ต่างก็ตกหลุมรักกันในที่สุด จวบจนตอนท้ายที่ Tristan ค้นพบว่า… รักแท้ที่เค้าเฝ้าตามหาได้อยู่ข้างๆเขานี่แล้ว จึงตัดสินใจจะไปบอกกับวิคตอเรียว่า เขาพบรักแท้และตัดสินใจจะครองรักกับนางผู้นั้นแล้ว…

แต่มีเหตุให้พระเอกของเราต้องกลายเป็นหนู… ตอนนั้นเองที่หนังได้หลุดประโยคดีๆซึ้งกินใจจนอดนำมาฝากคุณผู้อ่านไม่ได้ Yvaine นางเอกของเราพูดกับพระเอก Tristan ว่า…

You know when I said I knew little about love? ที่เจ้าเคยบอกว่า ข้าไม่รู้จักความรักน่ะ

Well, that wasn’t true. อันที่จริงแล้ว ข้ารู้จักความรักดี

I know a lot about love. I’ve seen centuries and centuries of it. รู้จักมากด้วย เห็นมาก็เยอะ

And it was the only thing that made watching your world bearable. และเห็นจะเป็นเพียงสิ่งเดียว ที่ทำให้ข้ามีใจที่จะมองลงมายังโลกของเจ้า

All those wars, Pain and lie, Hate โลกที่มีแต่สงคราม ความเจ็บปวดและความชิงชัง

Made me wants to turn away and never look down again.ที่ทำให้ข้า ไม่อยากแม้แต่จะมองลงมาอีก

But to see the way that mankind loves. แต่เมื่อเห็นคนรักกัน

I mean, you, could search the furthest reaches of the universe and never find any thing more beautiful. ข้าหมายถึง, เจ้า, จะหาไม่ได้แล้วในจักรวาลและไม่มีอะไรที่จะงดงามกว่า

 So, yes I know that love is unconditional. But I also know it can be unpredictable. แม้ว่า ใช่, ข้ารู้ว่ารักไม่มีเงื่อนไข, ไม่อาจคาดเดา

Unexpected, Uncontrollable, unbearable and well, strangely easy to mistake for loathing.

รักเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง, และยากที่จะควบคุมและง่ายที่จะเข้าใจผิดว่าเป็นความเกลียดชัง

แต่ถึงกระนั้น มนุษย์ก็ไม่เคยที่จะหยุดรัก เช่นเดียวกับหนังเรื่องนี้ เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงนิยามของความรักว่า การที่มนุษย์และดวงดาวที่แม้จะอยู่บนฟากฟ้า ต่างมีความรักต่อกัน มันเป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายและไม่มีเงื่อนไข นั่นคือความรักไม่มีขอบเขตอันใดมาจำกัดมันได้ นอกจากตัวมันเอง…..

อยากให้ได้ดูหนังเรื่องนี้… อยากให้ผจญภัยไปในดินแดนมหัศจรรย์แห่งรักที่โรแมนติกและตื่นเต้น ระบายรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไปกับมุขฮาๆตลกร้ายแต่น่ารักของ Robert De Niro (Captain Shakespeare) ที่ปรากฏตัวเมื่อไหร่ เป็นอันมีฮา

ไม่อยากจะเชื่อเลย ว่ารักให้อะไรได้มากกว่ารัก…. ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า รัก เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้โลกนี้ช่างน่าอยู่…. แต่จงเชื่อว่าเมื่อมีรัก รักจะชนะทุกสิ่ง…

จากหนังรักแฟนตาซีทั้งสองเรื่อง หลังจากดูจบก็ได้โลกอีกใบที่สวยงามและสดใส มีมุมมองใหม่ๆในเรื่องของความรัก

แม้หนังมันจะเป็นเพียงหนังและช่างไกลกับความเป็นจริง แต่กับเวลาไม่กี่ชั่วโมงความบันเทิงที่ว่าก็ช่วยสลัดความทุกข์ให้กับบางคนที่อารมณ์หม่นหมอง บอบช้ำบาดเจ็บจากโลกแห่งความเป็นจริง

แม้มันจะเป็นการเยียวยาเพียงเวลาสั้นๆ หากเทียบกับการต้องผจญบนโลกที่มีสงครามทุกวัน มันก็พอจะสร้างแรงบันดาลใจให้กลับมาทำอะไรดีๆให้มีค่าและรักที่จะหายใจต่อบนโลกนี้ต่อไป โลกที่มีดวงดาวอีกมากมายนับร้อยนับพันเฝ้ามองลงมา….

ชอบดูหนัง เพราะมันคือการพักผ่อนที่ง่ายที่สุด

พอดูหนังแล้วก็อยากเขียนหนังสือ

คงเพราะก็อ่านหนังสือ ชนิดที่ว่าเป็นนักอ่านด้วยเหมือนกัน

เค้าว่า.. อ่านมากๆ องค์ความรู้มันจะเกิดการตกตะกอน เลยอยากกลั่นออกมาเป็นงานเขียน

 

 

 

 

จับเข่าคุย

ออกอากาศวันจันทร์ที่ 14 เมษายน 2551

แขกรับเชิญ เป้ย – ปานวาด

————————————————————–

ลุคซ์ที่สายตาของผู้ชมทั่วทั้งประเทศ มอบให้เธอ ปานวาด เป้ย คือ เซ็กซี่สตาร์

ครั้งที่คุณสรยุทร ยิงคำถาม เธอจะปฏิเสธตลอดเวลา ทุกข้อคำถาม ว่า เธอเอง ไม่ใช่คนเซ็กซี่เลย!

ออกจะกระโดกกระเดก,ซุ่มซ่ามและช่างออดอ้อน อ่อนแอในเวลาที่อยู่กับคนรัก!!

แต่เป้ย ไม่ปฏิเสธ กับคำถามที่ว่า ยอมรับมั๊ยว่าดัง มีชื่อเสียงขึ้นมา เพราะความเซ็กซี่

ถูก!! คือคำตอบของเธอ

จากจุดเริ่มต้น.. ดูเหมือนจะเป็นแค่เด็กกะโปโล ตัวอ้วน เข้าวงการอย่างไม่ตั้งใจจากเวทีประกวดดัชชี่ เวทีที่สร้างดารานักแสดงแนวหน้าหลายคนในวงการ เป้ยเริ่มเล่นละครกับ ค่ายเป่าจินจงจากบทเล็กๆ เรียบร้อย  และพลิกบทบาทเล่นเซ็กซี่เพียงครั้งเดียว….

กับการที่แบบว่าถ่ายแบบ แนวเซ็กซี่ เพียงฉบับเดียว ทำให้เธอแจ้งเกิดในฐานะ เซ็กซี่สตาร์

เธอเองก็ยอมรับตรงๆถึงการตัดสินใจในการถ่ายแบบหวือในครั้งนั้น เงิน ก้อนใหญ่ คือตัวแปรสำคัญ จากนั้นตามมาด้วยฝีมือการถ่ายภาพ ของนิตยสารดังกล่าว และเธอก็ไม่ผิดหวัง เพราะภาพที่ออกมา เธอพอใจมากๆ สวยมากๆ คือสิ่งที่เธอมองเห็นตัวเองจากภาพถ่ายของนิตยสารฉบับนั้น!

จากวันนั้น … มีงานเข้ามาตลอด ที่เน้นภาพลักษณ์ ความเป็นเซ็กซี่สตาร์ของเธอ และ เซ็กซี่ ก็เป็นสิ่งที่เธอปฏิเสธได้ยาก จนกระทั่ง วันนึง !!มีคนมาสะกิดความคิดของเธอใหม่ ว่า เธอ ไม่ควรที่จะรังเกียจคำว่า เซ็กซี่ เพราะ มันคือสิ่งที่ทำให้คนรู้จักเป้ย  มันคือสิ่งที่ทำให้เป้ยมีงานอยู่ทุกวันนี้ …  เป้ย ต้องรักและเคารพมัน อย่าไปรังเกียจ อย่าไปดูถูก  ยอมรับมัน เพราะมันทำให้เธอมีวันนี้ มีกินมีใช้ กับภาพลักษณ์เซ็กซี่

แต่ถ้าเลือกได้ เธอเองก็อยากที่จะเป็นนักแสดงมากฝีมือ!

อยากมีภาพลักษณ์ที่เรียบร้อย เป็นนางเอก อย่าง แอน ทองประสม

เด็กผู้หญิง ที่ไม่ประสีประสาเท่าไหร่ ไม่ได้คาดคิดหรือไม่มีความคิดที่จะเข้ามาในวงการบันเทิงเลยแม้แต่น้อย กับความฝันที่อยากจะเป็น ครู และจากที่ฟังดู เธอเรียนดีเข้าขั้น คงเรียนไม่ขี้เหร่นักหรอก ถ้าสอบเข้า มช. ได้!

แต่เส้นทางที่เธอเลือก ถามว่า ผิด ไหม … มันไม่ได้ผิดบาปต่อสังคมหรอก มันเป็นอาชีพที่สุจริต แม้มันจะถูกสายตาที่มองมา ไม่ค่อยดีสักเท่าไร

เธอชัดเจน ในคำตอบ ว่า เพราะอะไร เธอถึงเลือก!  เงิน เงินก้อนโต รายได้ เธอชัดเจนดี

เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ต้องทำงานสิ  และถ้ามันเป็นโอกาสที่มาถึง … เธอผิดไหม กับการก้าวสู่การเป็นเซ็กซี่สตาร์!!

อย่างน้อย เธอก็ทำงาน ….. แลกกับรายได้ก้อนโต ชื่อเสียง ความสบายขึ้นของครอบครัว แม้ว่า พื้นฐานแล้ว เธอไม่ได้ลำบากอะไร

สิ่งที่ได้ จากการนั่งชมการสัมภาษณ์ ดาราสาว ภาพลักษณ์เซ็กซี่ ระดับชั้นนำของเมืองไทย…

อย่างน้อย มันเป็นสิ่งหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นว่า ในยุคนิยมทุน นิยมเงินตรา จุดพลิกผัน หลายๆเหตุการณ์ ของหลายๆ คน จะเลือกเป็นคนดี, คนโกง, คนได้เปรียบ, คนเสียปรียบ, คนดัง, คนสมถะ ฯลฯ

จุดสำคัญแห่งการพลิกผัน หนึ่งในนั้น มีคำว่า เงิน รวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ในยุคที่ทุนนิยม เฟื่องฟูอย่างยากปฏิเสธ

เด็กที่อยู่ในวัย 12 ขวบปี… คงเรียกว่า วัยรุ่น วัยที่มีช่วงคาบเกี่ยวและอยู่ในภาวะต้อง “เลือก” กับหลาย choice ที่ก้าวผ่านเข้ามาในชีวิต ในช่วงวัยนี้…

เด็กชายผลไม้… เป็นน้องที่นานทีเราจะมีโอกาสได้เจอ

เจอคราวที่แล้ว ตอนปีใหม่..

คราวนี้ เจออีกทีก็สงกรานต์..

เด็กชายผลไม้ เติบโตจนดูผิดตา ส่วนสูงที่ชัดเจน เริ่มดูแลตัวเอง และแยกห้องนอน!

แต่ก็คือ “เด็ก” ในสายตาของเราวันยังค่ำ เหมือนกับ “เรา” ที่โตและรับผิดชอบกับอะไรมากมาย แต่ก็ยัง “เด็ก” อยู่วันยังค่ำ ในสายตาของพ่อแม่

เด็กชายผลไม้: พี่ปุ๊กปิ๊ก เจาะหูเจ็บมากมั๊ยครับ

เรา : ไม่เจ็บหรอก (เราเจาะหู 3รูและข้างบนเก๋ๆอีก 1)

เด็กชายผลไม้ : แทบจะไม่รู้สึก…

ยาย : จะเจาะรึ! อย่านะ เดี๋ยวสอบนายร้อยไม่ได้นะ…

เด็กชายผลไม้ : ไม่เจาะหรอกครับ (แต่ในน้ำเสียงแสดงออกชัดเจนมาก ว่าขัดใจในสำเนียง… ไม่เจาะหรอกครับ แต่อย่าเผลอ! เหมือนที่เราเคยได้ยินว่ายิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุนั่นแหล่ะ)

       เด็กชายผลไม้ โตขึ้นอยากเป็นนายร้อย ตอนนี้ขึ้นชั้นเรียน ม.1 แล้ว แต่จากที่ดูอาการแล้ว เจอเราทีไร ถามถึงแต่เรื่อง The star มั่งล่ะ AF มั่งล่ะ อยากประกวดดัชชี่บอยมั่งล่ะ ถามแต่กับเรื่องจะประกวดนั่นนี่ ต้องทำยังไง มันไม่แปลกหรอก เพราะถ้าถามเด็กสมัยนี้ ส่วนใหญ่ก็อยากเข้าวงการบันเทิง ไม่เหมือนสมัยเราเป็นเด็ก ที่จะมีความฝันเมื่อโตขึ้นอยากเป็น ครู, ตำรวจ, หมอ อะไรประมาณนี้

มีอย่างนึงที่เราเชื่อ!

เราเชื่อในเรื่อง การบริโภคสื่อ มันป็นบางสิ่ง ที่ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาหลอมรวมอยู่ในความรู้สึกนึกคิด โดยที่เราไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว….

เรา : เลิกดูการ์ตูนรึยังเนี่ย.. โตเป็นหนุ่มแล้ว?

——- (ไม่มีสัญญาณตอบรับ!) ——–

เรา : ดู “รักแห่งสยาม” รึยัง

เด็กชายผลไม้ : ยังไม่ได้ดู… แม่ไม่ให้ดู

เรา : นึก ( นั่นแล้วไง! ยิ่งห้าม ต้องยิ่งยุแน่ๆ)

มีหลายเสียงที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ ว่าเป็นหนังเกย์(เด็ก) ดังนั้น เด็กที่อยู่ในช่วงของวัยคาบเกี่ยวแห่งวัย ไม่ควรชม!!

มันไม่ถูกเลยเสียทีเดียว ถ้าคนที่ดูหนัง และดูให้ดีๆ จะรู้ว่า มันเป็นหนังรักที่มีหลากหลายความรักซ่อนอยู่ในนั้น เราไม่ให้เค้าดู แต่สักวันเค้าก็ต้องได้ดู แต่ถ้าเราให้เค้าดูและมีเราคอยอธิบาย มันน่าจะดีกว่า ก็เลยพลอยคิดไปถึงรายการโทรทัศน์ในฟรีทีวีบ้านเรา ว่ารายการบางประเภท ที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ เอาเข้าจริงๆ มีเวลามานั่งแนะนำรึอย่างไร เพราะที่เห็นๆ ผู้ใหญ่เอง ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำมาหากิน

เราไม่ให้เค้าดู “รักแห่งสยาม” แต่เค้าก็ดูละครเรื่อง “สงครามนางฟ้า” ที่มีฉากตบตีแก่งแย่งผู้ชายกันอย่างหน้าไม่อาย ตอนนี้เค้าก็ดูละคร “สวรรค์เบี่ยง” ที่พระเอกแสนร้าย ฉุดกระชากลากถูนางเอก, ก้าวร้าวพ่อผู้เป็นบุพการี มีฉากรักที่รุนแรงรุกเร้า ลงไม้ลงมือกับนางเอก (ผู้หญิง) อย่างป่าเถื่อน  

เด็กชายผลไม้ บอกว่า “ชอบ” มันรุนแรงดี ชอบความรุนแรง (ซะง๊าน…หลานชั้น)

การทำละคร บางทีเราว่ามันไม่จำเป็นต้องเพิ่มความสะใจสมจริงขนาดนั้น เรทติ้งมันก็คงไม่น้อยอ่อนด้อยลงนักหรอกมั้ง!

แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ละค่ายละคร ต่างก็สรรหาละหาสิ่งใหม่มานำเสนอให้กับผู้ชม จนทุกวันนี้ เราดูทีวี บางทียังคิดเลยว่า รึเราจะชินชา ชิน ชิน และชิน กับพฤติกรรมที่ ไม่เหมาะสม ที่สื่อยัดเยียดให้คนดู เริ่มแรก เราดู เรารู้สึก ว่ามันไม่ใช่ มันไม่น่าจะนำเสนอขนาดนี้ นานเข้า เราเห็นบ่อยจนชินตา เราก็เริ่มไม่รู้สึกอะไรกับมัน

ต่อไป… เราคงได้เห็นภาพ ผู้ชาย ทำร้ายคู่รัก หรือ ผู้หญิง บ่อยโดยที่เราคงไม่รู้สึกอะไรกับมัน จะรู้สึกไปทำไม ก็ภาพแบบนี้ เราเคยเห็นในละครจนชินแล้วนี่นะ

แปลกแต่จริงตรงที่ว่า สำหรับละครหรือรายการ ที่เข้าขั้นว่า ดี กลับไม่ได้รับการตอบรับที่ ดี

รายการดี ไม่มีคนดู ละครดีไม่มีเรทติ้ง สารคดี ถ้าครูไม่บอกให้กลับไปดูแล้วพรุ่งนี้ จะมาถามคำถาม เด็กๆก็ไม่ดูอีกนั่นล่ะ… ส่วนใหญ่เป็นอย่างนั้น

อย่างว่า ในโลกนี้ สิ่งที่เป็น negative มันไปไกลและแรงกว่า positive อยู่ร่ำไปทีเดียวเชียว แม้จะมีเครื่องสำอางยี่ห้อหนึ่ง มีสโลแกนว่า การคิดบวก ทำให้ผู้หญิงสวยขึ้น  ก็ตาม….